ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ความนิยมของรัฐบาลในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ดัชนีความนิยมรัฐบาลลดลงต่อเนื่อง
ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับหลากหลายปัญหาทั้งในและต่างประเทศ ความนิยมของรัฐบาลก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความนิยมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เริ่มลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล ซึ่งจัดทำดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าคะแนนโดยรวมอยู่ที่3.86 คะแนน ลดลงจากเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยหลักคือความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ล่าสุดมีการปะทะบริเวณชายแดนจนเกิดการสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นในหัวหน้ารัฐบาล โดยตรง บางส่วนเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างสองตระกูลอย่าง ชินวัตร และ ฮุน เซน
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับคะแนนความนิยมเฉลี่ยเพียง 3.43 คะแนน เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบปี ในขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) กลับได้รับความชื่นชอบมากขึ้นจากประชาชน โดยเฉพาะ ผู้นำคนสำคัญอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ได้คะแนนสูงถึง 45.79%
ความล่าช้าในการจัดการปัญหาประชาชน และ อุทกภัยในหลายพื้นที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดต่ำลง ผู้วิเคราะห์มองว่าหากไม่มีการปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานอย่างจริงจัง ดัชนีนี้ก็จะร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปเรื่อยๆ
ฝ่ายค้านเพิ่มบทบาทด้วยการตรวจสอบรัฐบาล
ในขณะที่ฝ่ายค้านยึดมาตรฐานการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก ความชื่นชอบในผลงานอยู่ที่ 40.28% และบทบาทที่โดดเด่นที่สุดคือการตรวจสอบการบริหารงาน ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเริ่มรู้สึกกดดัน
อีกประเด็นหนึ่งที่โดดเข้าสู่การเมืองไทยอย่างแรงคือเรื่องการทุจริตในวงการสงฆ์ และการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อกระแสความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาล ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชี้ว่าปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำ ทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย
การเมืองไทยในทางแยก: ระหว่างกฎหมายและความยุติธรรม
ในส่วนประเด็นอย่างกรณีเขากระโดง ที่กลายเป็นเรื่องดังระดับประเทศ เป็นเครื่องวัดที่ดีว่ารัฐบาลกำลังพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศ หรือถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองกันแน่ กรณีนี้ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส และไม่ใช่เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง
ความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการ แก้ปัญหาโฉนดทับซ้อน บริเวณเขากระโดง ก็เป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นการตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ โดย นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟ ระบุว่า ผู้ครอบครองที่ดิน หากอยู่ในพื้นที่โดยไม่มีสิทธิ์ ก็จะมีการเจรจาช่วยเหลือ หรือให้เข้าสู่ระบบเช่าที่ดิน ตามระเบียบ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางกฎหมาย ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาการรุกล้ำที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะการวินิจฉัยของศาล ที่ตัดสินให้กรมที่ดินมีสิทธิ์เพิกถอนโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทุกกระบวนการถือเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ซึ่งสังคมต้องจับตามองว่าจะมีการบังคับใช้จริงตามที่ว่าไว้หรือไม่
ความเชื่อมั่นของประชาชน จึงอยู่เหนือความขัดแย้งและการเมืองภายใน รัฐบาลไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น จริงใจ โปร่งใส และมีวิสัยทัศน์ในการดูแลแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม อย่างแท้จริง
ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นเครื่องเตือนให้นโยบายเก่าๆ ต้องถูกขยับเพื่อแก้ไขด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่น มากขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งภายในและความล่าช้าในกระบวนการอาจทำให้รัฐบาลต้องเจอกับแรงดันที่เพิ่มขึ้น จากทั้งประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ
รัฐบาลต้องปรับตัวเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น หรือจะปล่อยให้สถานการณ์ ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปอีกเรื่อยๆ คงต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนและปีที่เหลือจะเกิดขึ้นอย่างไร
ทีมข่าวการเมือง
ที่มา – ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่