วรภัคเตือนรัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นคลังหลังฟิทช์หั่น Outlook

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย รัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนที่สำคัญจากสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ล่าสุด Fitch Ratings ได้ปรับมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative โดยยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+ ไว้ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือสถิติธรรมดา แต่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความกังวลในด้านการคลังและการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

วรภัค รับรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางการคลังด่วน หลังฟิทช์ หั่น Outlook ไทยติดลบ

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ Fitch Ratings ตัดสินใจปรับ Outlook ของไทยไม่ได้มาจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อมั่นด้านการคลังและสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ฟิทช์หั่น Outlook ไทยเป็นลบ

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่าปัจจัยเหล่านี้คืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

  • หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ: ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับต่ำ เพียงราว 35-36% ของ GDP แต่หลังจากนั้น ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 61% ของ GDP และคาดการณ์ว่าจะทะลุ 65% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีการปรับลดขาดดุลงบประมาณอย่างจริงจัง ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงในการจัดการการเงินของรัฐที่อาจนำไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและลดความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติ
  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลบ่อยครั้งและความเสี่ยงจากการเลือกตั้งใหม่ ทำให้ Fitch Ratings กังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของกรอบการคลังระยะกลาง (Medium-Term Fiscal Strategy) หากนโยบายการคลังไม่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงตามกระแสการเมือง เศรษฐกิจไทยก็อาจเผชิญกับความผันผวนที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนและการเติบโต
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว: เศรษฐกิจไทยกำลังถูกกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19% หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ GDP ปีหน้าอาจโตได้เพียง 2.2% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง นี่คือสัญญาณว่าการฟื้นตัวหลังโควิดยังไม่แข็งแกร่งพอ

แม้สถานการณ์จะดูน่ากังวล แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารงานได้เพียงสี่เดือน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ นายวรภัคย้ำว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางแนวทางการรัดเข็มขัดทางการคลัง เพื่อปรับฐานะการเงินให้กลับสู่เส้นทางที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จะมีการจัดทำกรอบการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นโร้ดแมปชัดเจนที่รัฐบาลเปิดเผยต่อสาธารณะ ว่าจะปรับลดขาดดุลอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้สาธารณะหลุดจากเพดานที่กำหนด

แนวคิดหลักในการดำเนินการนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นว่าการขาดดุลจะค่อยๆ ลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP จะไม่เกิน 65% พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ของภาครัฐผ่านการปฏิรูประบบภาษีและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายให้มีวินัยมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการส่งออกใหม่ๆ เพื่อชดเชยผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

การปรับ Outlook เป็น Negative ครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ หากไทยไม่แสดงแผนการคลังที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นจากตลาดและนักลงทุนก็อาจสั่นคลอนได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไขในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศไทยยังคงรักษาวินัยการคลังและความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจไว้ได้

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความเชื่อมั่นทางการคลังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำได้สำเร็จ จะช่วยดึงดูดการลงทุนต่างชาติ เพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และปูทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะมันจะส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและโอกาสทางธุรกิจ หากคุณสนใจเรื่องเศรษฐกิจและการเงิน ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามบทความเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – วรภัค รับรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางการคลังด่วน หลังฟิทช์ หั่น Outlook ไทยติดลบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *