วัชระพลลุย 7 มาตรการตัดวงจรปลาหมอคางดำ

ปัญหาปลาหมอคางดำยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายต้องเร่งจัดการ หลังพบการแพร่กระจายในหลายพื้นที่ของประเทศ ล่าสุด นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 29 หน่วยงานเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

แนวทาง วัชระพลลุย 7 มาตรการตัดวงจรปลาหมอคางดำ เกิดขึ้นจากความกังวลว่าสถานการณ์อาจขยายวงกว้าง โดยเฉพาะกรณีที่มีรายงานพบปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอยู่ห่างจากแหล่งน้ำชายฝั่งอย่างมาก การพบปลาชนิดนี้ในพื้นที่ดังกล่าวจึงทำให้หน่วยงานรัฐต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการแพร่กระจาย รวมถึงหาผู้เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำเข้าสู่แหล่งน้ำ

วัชระพลลุย 7 มาตรการตัดวงจรปลาหมอคางดำ

นายวัชระพลระบุว่า ปัญหาปลาหมอคางดำถือเป็นวาระแห่งชาติ เดิมคณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติกรอบงบประมาณจำนวน 450 ล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขปัญหา แต่หลังจากดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ยังพบว่าสถานการณ์ไม่ได้คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ แม้บางพื้นที่จะมีจำนวนปลาลดลงบ้างก็ตาม

จากการตรวจสอบงบประมาณล่าสุด พบว่ายังมีงบกลางเหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันใช้งบประมาณก้อนนี้ โดยจะจัดสรรตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมงยังเตรียมงบประมาณของหน่วยงานเองอีก 15 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่เขื่อนลำปาว

7 มาตรการสำคัญเพื่อหยุดการแพร่ระบาด

สำหรับ วัชระพลลุย 7 มาตรการตัดวงจรปลาหมอคางดำ จะดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ชุมชน ชาวประมง และนักวิชาการ โดยรายละเอียดอาจมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง แต่มีแนวทางหลักที่คาดว่าจะครอบคลุมดังต่อไปนี้

  • สำรวจและเฝ้าระวัง: ตรวจสอบแหล่งน้ำธรรมชาติ คลอง หนอง บึง และเขื่อนที่มีความเสี่ยง เพื่อประเมินการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง
  • จับและกำจัดปลา: เร่งจับปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาด โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและไม่กระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่นเกินความจำเป็น
  • รับซื้อจากประชาชน: เปิดโอกาสให้ชาวประมงและประชาชนช่วยจับปลา พร้อมสร้างแรงจูงใจผ่านโครงการรับซื้อ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง
  • ป้องกันการเคลื่อนย้าย: ตรวจสอบการขนส่งสัตว์น้ำและควบคุมการเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำหรือสัตว์น้ำที่อาจเป็นพาหะไปยังพื้นที่ใหม่
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศ: ปล่อยหรือส่งเสริมสัตว์น้ำที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาสมดุลของแหล่งน้ำและลดโอกาสที่ปลาหมอคางดำจะขยายพันธุ์
  • ตรวจสอบทางกฎหมาย: สืบสวนหาที่มาของการแพร่ระบาด รวมถึงตรวจสอบว่ามีผู้ใดนำปลาไปปล่อยหรือเคลื่อนย้ายโดยผิดกฎหมายหรือไม่
  • สื่อสารกับประชาชน: ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสังเกตปลาหมอคางดำ วิธีแจ้งเบาะแส และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเพิ่มเติม

สำหรับสถานการณ์ที่เขื่อนลำปาว นายวัชระพลมองว่าน่าเป็นห่วง และเตรียมลงพื้นที่ด้วยตนเองภายในสัปดาห์นี้ เพื่อดูสภาพปัญหาและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยตรง การลงพื้นที่จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณและการเลือกใช้มาตรการทำได้ตรงกับสถานการณ์มากขึ้น เพราะแต่ละแหล่งน้ำมีสภาพแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงแตกต่างกัน

นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว การทำงานครั้งนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการติดตามผลอย่างเป็นขั้นตอน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรายงานความคืบหน้าให้เห็นผลภายในกรอบเวลา 30 วัน 60 วัน และ 180 วัน การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้สังคมตรวจสอบได้ว่า งบประมาณถูกนำไปใช้คุ้มค่าหรือไม่ และมาตรการต่าง ๆ สามารถลดจำนวนปลาหมอคางดำได้จริงเพียงใด

ประเด็นทางกฎหมายก็เป็นอีกส่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน กรมประมงได้เรียกฝ่ายกฎหมายเข้าหารือ เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแพร่ระบาด รวมถึงรายละเอียดคำสั่งศาลและกรณีประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามรวมตัวฟ้องร้อง โดยต้องพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นธรรมและสามารถระบุผู้รับผิดชอบได้อย่างชัดเจน

นายวัชระพลยืนยันว่าต้องการแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อหรือรอจนสถานการณ์รุนแรงขึ้น แม้การใช้งบกลางจะต้องผ่านขั้นตอนและมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประสานงานระหว่าง 29 หน่วยงานจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณจำนวนมากควรมาพร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนปลาที่จับได้ พื้นที่ที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ จำนวนแหล่งน้ำที่ตรวจสอบ และผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว เพราะการตัดวงจรปลาหมอคางดำไม่ใช่เพียงการจับปลาออกจากน้ำเท่านั้น แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่พันธุ์และการนำไปปล่อยซ้ำด้วย

ในมุมมองของประชาชน การแก้ปัญหาจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ตรงกันและสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ชาวประมงควรได้รับช่องทางแจ้งเบาะแสและค่าตอบแทนที่เหมาะสม ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

ข้อเสนอแนะ: ประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการนำปลาหมอคางดำไปปล่อยในแหล่งน้ำใหม่ และควรแจ้งหน่วยงานประมงทันทีเมื่อพบการระบาด หากมาตรการทั้ง 7 ด้านเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีการติดตามผลจริง งบประมาณ 350 ล้านบาทก็มีโอกาสช่วยลดความเสียหายและฟื้นฟูระบบนิเวศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – ‘วัชระพล’ใช้งบกลาง 350 ล้าน ลุย 7 มาตรการเดิม เร่งตัดวงจรปลาหมอคางดำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *