ศาลอุทธรณ์เปิดทางราษฎรฟ้อง 8 กกต. ปมฮั้ว สว.
คำวินิจฉัยครั้งใหม่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรม หลังประธานศาลอุทธรณ์มีคำสั่งชี้ว่า คดีที่ประชาชนยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จำนวน 8 คน กรณีถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเกี่ยวข้องกับข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา สามารถอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้
ประเด็นสำคัญของข่าวนี้จึงสรุปได้ว่า ศาลอุทธรณ์เปิดทางราษฎรฟ้อง 8 กกต. ปมฮั้ว สว. โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแนวทางจากคำวินิจฉัยเดิม ซึ่งเคยเห็นว่าการกล่าวหา กกต. ในลักษณะนี้ควรเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ก่อนส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ศาลอุทธรณ์เปิดทางราษฎรฟ้อง 8 กกต. ปมฮั้ว สว.
คดีนี้เริ่มต้นจากนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติตระกูล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการการเลือกตั้งรวม 8 คน โดยกล่าวหาว่าอาจมีการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ข้อกล่าวหามีที่มาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. รวมถึงการลงมติด้วยเสียง 4 ต่อ 3 ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการทุจริตหรือการฮั้วเลือก สว. ผู้ฟ้องขอให้ศาลลงโทษตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 72, 75 และ 77
ศาลอุทธรณ์เปิดทางราษฎรฟ้อง 8 กกต. ปมฮั้ว สว. อย่างไร
ศาลจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่ามีปัญหาว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงเสนอเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11
ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันแล้ว
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยยังบัญญัติหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการทุจริตเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ย่อมอาจถือเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าประชาชนทุกคนอาจเป็นผู้เสียหาย และมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)
เหตุผลที่คดีอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ
คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่ทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนจำเลยทั้ง 8 คนประกอบด้วยเลขาธิการ กกต. และกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
เมื่อคำฟ้องระบุว่าจำเลยอาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการเพื่อให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้สมัคร อันอาจทำให้การได้มาซึ่ง สว. ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ศาลจึงต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานของรัฐหรือไม่
- กกต. มีหน้าที่กำกับดูแลการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามกฎหมาย
- การกล่าวหาว่าละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอาจเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
- เจ้าหน้าที่ กกต. ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายต่อต้านการทุจริต
- ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจึงมีอำนาจพิจารณาคดีตามกฎหมายจัดตั้งศาล
แม้ข้อกล่าวหาจะเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งโดยปกติอาจมีช่องทางพิเศษในการดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ประธานศาลอุทธรณ์เห็นว่า ช่องทางดังกล่าวกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องไว้เป็นอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ครอบคลุมกรณีที่ราษฎรเป็นผู้ยื่นฟ้องโดยตรง
การกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมมีความหมายอย่างไร
ก่อนหน้านี้เคยมีคำวินิจฉัยของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ที่เห็นว่า คดีซึ่งราษฎรฟ้อง กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยต้องส่งเรื่องผ่าน ป.ป.ช. ไปยังอัยการสูงสุด
คำวินิจฉัยครั้งล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นการกลับแนวทางเดิม และช่วยเปิดช่องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือเห็นว่าการเลือก สว. อาจไม่เป็นไปโดยสุจริต สามารถนำคดีเข้าสู่ศาลที่มีอำนาจได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การรับฟ้องหรือการมีเขตอำนาจศาลไม่ได้หมายความว่าจำเลยมีความผิดแล้ว เพราะข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป
ในมุมของประชาชน ประเด็นนี้สะท้อนความสำคัญของการตรวจสอบองค์กรอิสระและความโปร่งใสของกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ขณะเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และยึดหลักว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
สรุปแล้ว คำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและองค์กรอิสระในอนาคต ผู้สนใจควรติดตามขั้นตอนหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาข้อมูลจากเอกสารทางกฎหมายและคำสั่งศาลอย่างรอบด้าน
ที่มา – กลับแนววินิจฉัยเดิม! ประธานศาลอุทธรณ์เปิดทางราษฎรฟ้อง 8 กกต. ปมฮั้วเลือก สว.