ศิริโชคเตือนอย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าศาล
ประเด็นอำนาจศาลกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจของตนเอง ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา และการทบทวนมติยกคำร้องของ กกต. โดยเรื่องนี้ทำให้นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาชน ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมย้ำว่า อย่าให้ความหวังของประชาชนต้องหยุดอยู่เพียงหน้าประตูศาล
ศิริโชคเตือนอย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าศาล เพราะประชาชนจำนวนมากยังคาดหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ต้องติดอยู่กับคำถามว่าศาลมีอำนาจพิจารณาคดีหรือไม่ก่อนที่จะได้ตรวจสอบเนื้อหาของข้อกล่าวหา
ศิริโชคเตือนอย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าศาล
นายศิริโชคระบุว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้เขานึกถึงคดีที่ตนเองฟ้องเจ้าหน้าที่และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เนื่องจากฝ่าย ป.ป.ช. ได้ขอให้ส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจรับพิจารณาคดีหรือไม่ แม้กลไกทางกฎหมายจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญมีลักษณะคล้ายกัน นั่นคือการต้องผ่านด่านเรื่องอำนาจศาลก่อนจะเข้าสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ศิริโชคเตือนอย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าศาล กับคดี ป.ป.ช.
คดีของนายศิริโชคมีที่มาจากกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้งในทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 โดยเกี่ยวข้องกับการให้บุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,335,778 บาท เพื่อแลกกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ในช่วงปี 2562
ในช่วงแรก นายณัฏฐ์ชนนเคยโพสต์ข้อความว่า มีผู้ใหญ่ใจดีช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ แต่เมื่อชี้แจงต่อ ป.ป.ช. กลับระบุว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของตนเองทั้งหมด หลังจาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด จึงยื่นขอทบทวนมติและอ้างว่าเงินนั้นเป็นเงินกู้ พร้อมนำสัญญากู้เงินจำนวน 900,000 บาทจากนายเนวิน ชิดชอบมาแสดงเป็นหลักฐาน
นายศิริโชคเปิดเผยว่า เอกสารลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ระบุว่า นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เจ้าของสำนวนเคยให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สัญญากู้ดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานใหม่ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัยได้ อีกทั้งการขอสอบพยานเพิ่มเติมอาจขัดต่อระเบียบ อย่างไรก็ตาม หลังมีประธาน ป.ป.ช. คนใหม่ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ประชุมกลับมีมติให้สอบพยานเพิ่มอีก 2 ปาก
การสอบพยานดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี ก่อนที่วันที่ 17 เมษายน 2569 นายสุทธิซึ่งเคยมีความเห็นไม่เห็นด้วย จะเสนอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยมีนายเนวินเป็นพยานในประเด็นเรื่องเงินกู้ ความเปลี่ยนแปลงของความเห็นและความล่าช้าในการดำเนินการจึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบ
คำถามเรื่องอำนาจศาลกับสิทธิของประชาชน
นายศิริโชคตั้งข้อสังเกตว่า นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีมาตั้งแต่ชั้นไต่สวน และเคยอยู่ฝ่ายที่เห็นว่าคดีไม่มีมูล ได้ขึ้นเป็นประธาน ป.ป.ช. และกำกับดูแลสำนักเจ้าของสำนวนโดยตรงในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าความเห็นที่เปลี่ยนไปเกิดจากเหตุผลใด และกระบวนการสอบพยานเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ นายศิริโชคจึงฟ้องเจ้าของสำนวนและประธาน ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ก่อนที่ศาลจะพิจารณาว่าข้อกล่าวหามีน้ำหนักหรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนว่าศาลมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่
- หากศาลมีอำนาจ คดีจะเดินหน้าสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง
- หากศาลไม่มีอำนาจ ช่องทางตรวจสอบที่ประชาชนใช้จะถูกปิดลง
- คำวินิจฉัยอาจกลายเป็นบรรทัดฐานต่อคดีที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ป.ป.ช.
- หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นควรพร้อมรับการตรวจสอบเช่นกัน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีกำหนดนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับประเด็นอำนาจศาลในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.30 น. โดยผู้พิพากษาเคยชี้แจงว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงวิชาการ เพราะคำวินิจฉัยอาจส่งผลมากกว่าคดีของนายศิริโชคเพียงคดีเดียว
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ผลคดีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักประกันว่า เมื่อประชาชนพบเห็นความผิดปกติแล้วลุกขึ้นตรวจสอบ จะต้องมีช่องทางให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม และผู้ใช้อำนาจรัฐต้องสามารถอธิบายการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้
ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบหน่วยงานอิสระควรดำเนินไปอย่างโปร่งใส มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำเสนอหลักฐานอย่างเท่าเทียม ศิริโชคเตือนอย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าศาล จึงเป็นสารสำคัญที่สะท้อนว่า กระบวนการยุติธรรมควรเป็นพื้นที่ค้นหาความจริง ไม่ใช่กำแพงที่ทำให้ข้อสงสัยของสังคมไม่มีโอกาสได้รับคำตอบ
ประชาชนจึงควรติดตามคำวินิจฉัยอย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาข้อมูลจากหลายด้านอย่างรอบคอบ เพราะผลของคดีนี้อาจมีความหมายต่อแนวทางการตรวจสอบองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐในอนาคต
ที่มา – ‘ศิริโชค’ขออย่าให้ความหวังประชาชนหยุดหน้าประตูศาลปม กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอบอำนาจศาลฎีกา