ศุภชัยยื่นสอบโรมใช้อำนาจเกินหน้าที่
ประเด็นร้อนในรัฐสภากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้วินิจฉัยการทำหน้าที่ของนายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการ ว่าเข้าข่ายใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับหลักการทำงานของคณะกรรมาธิการและการใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรณีการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อกรรมาธิการ
ศุภชัยยื่นสอบโรมใช้อำนาจเกินหน้าที่
นายศุภชัยเปิดเผยว่า การประชุมกรรมาธิการครั้งล่าสุดมีวาระพิจารณาการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567–2569 ก่อนหน้านี้มีการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมาธิการและประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาว่าการเรียกดังกล่าวอยู่ในหน้าที่และอำนาจของกรรมาธิการตามกฎหมายหรือข้อบังคับหรือไม่
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่กรรมาธิการมีอำนาจเรียกบุคคลใดมาชี้แจงได้มากน้อยเพียงใด และเรื่องที่นำเข้าสู่การพิจารณาอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการจริงหรือไม่ นายศุภชัยมองว่า ก่อนจะมีคำสั่งเรียกควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ รวมถึงพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการชุดอื่นหรือไม่
ศุภชัยยื่นสอบโรมใช้อำนาจเกินหน้าที่ เพราะอะไร
สาเหตุที่ทำให้เกิดความเห็นต่างคือ กรรมาธิการฝ่ายรัฐบาล 6 คน รวมถึงกรรมาธิการฝ่ายค้านบางส่วน เห็นว่าการดำเนินการเรียกนายกรัฐมนตรีอาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงไม่เข้าร่วมการประชุมเพื่อแสดงจุดยืน อย่างไรก็ตาม การประชุมยังเดินหน้าต่อโดยมีกรรมาธิการจากฝ่ายฝ่ายค้านเข้าร่วมเป็นหลัก และมีความพยายามเสนอให้เรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงอีกครั้ง
นายศุภชัยระบุว่า หากมีเพียงเสียงของกรรมาธิการบางฝ่าย การออกมติดังกล่าวอาจถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมได้ เพราะการทำงานของกรรมาธิการควรตั้งอยู่บนหลักการร่วมกัน ไม่ใช่การใช้เสียงหรืออำนาจเพื่อผลักดันวาระทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- ต้องตรวจสอบก่อนว่าเรื่องที่พิจารณาอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการหรือไม่
- ควรพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการชุดอื่นหรือไม่
- การออกคำสั่งเรียกบุคคลต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ
- การประชุมควรเปิดโอกาสให้กรรมาธิการทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
- มติของกรรมาธิการควรสะท้อนการทำงานอย่างตรงไปตรงมาและตรวจสอบได้
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ การนำบุคคลเดิมมาเรียกชี้แจงซ้ำหลายครั้ง แต่เปลี่ยนชื่อหรือหัวข้อการพิจารณาไปเรื่อย ๆ นายศุภชัยมองว่าแนวทางนี้อาจทำให้การทำงานของสภาถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกรรมาธิการ
ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจประธานกรรมาธิการ
นายศุภชัยยืนยันว่า การตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของประธานกรรมาธิการไม่ใช่การปกป้องนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว เพราะนายกรัฐมนตรีเองก็พร้อมมาชี้แจง หากการเชิญเป็นไปตามขั้นตอนและอยู่ในกรอบของเรื่องที่กรรมาธิการมีอำนาจรับผิดชอบ ปัญหาจึงอยู่ที่ความชัดเจนของวาระและวิธีการดำเนินงานมากกว่า
เขายกตัวอย่างว่า หากมีการเชิญบุคคลมาชี้แจงในเรื่องหนึ่ง แต่ระหว่างการประชุมกลับพูดถึงอีกเรื่อง หรือการแถลงข่าวภายนอกนำเสนอคนละประเด็นกับหนังสือเชิญ ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการดำเนินการนั้นสอดคล้องกับข้อบังคับหรือไม่
สำหรับคำถามว่า นายรังสิมันต์ โรมใช้อำนาจมากเกินไปหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า จากสิ่งที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น แต่หากประธานกรรมาธิการกลับมาทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เปิดรับความคิดเห็นของสมาชิก และยึดข้อบังคับเป็นหลัก ความขัดแย้งก็น่าจะคลี่คลายได้
เก้าอี้ประธานเป็นหน้าที่ ไม่ใช่สิทธิส่วนตัว
นายศุภชัยยังเปรียบเทียบว่า ตำแหน่งประธานกรรมาธิการเป็นเพียงตำแหน่งที่สมาชิกมอบหมายให้ทำหน้าที่ ไม่ใช่เก้าอี้ที่เป็นสมบัติส่วนตัวหรือสิ่งที่ใครมีสิทธิผูกขาด สมาชิกทุกคนในกรรมาธิการควรมีสถานะเท่าเทียมกัน และประธานมีหน้าที่บริหารการประชุม ไม่ใช่ใช้อำนาจเหนือสมาชิกคนอื่น
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของการทำงานในสภา นั่นคืออำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ประธานสามารถควบคุมการประชุมได้ตามข้อบังคับ แต่ไม่ควรปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นหรือใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน การเชิญบุคคลออกจากห้องประชุมหรือการไม่ให้สมาชิกพูดจึงควรใช้เท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์รองรับ
ทางออกเพื่อให้กรรมาธิการกลับมาทำงานร่วมกัน
ทางออกที่หลายฝ่ายจับตาคือการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังนายศุภชัยและกรรมาธิการบางส่วนเตรียมยื่นหนังสือขอให้พิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว หากมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน ก็จะช่วยกำหนดแนวทางการทำงานของกรรมาธิการในอนาคต และลดโอกาสเกิดข้อขัดแย้งซ้ำ
ในมุมของประชาชน สิ่งที่ต้องการเห็นไม่ใช่การปะทะคารมระหว่างนักการเมือง แต่คือการทำงานที่ตรวจสอบได้และนำไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม กรรมาธิการควรใช้เวลาพิจารณาปัญหาที่กระทบประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ความยุติธรรม หรือการบริหารงานภาครัฐ
ศุภชัยยื่นสอบโรมใช้อำนาจเกินหน้าที่ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามทั้งในด้านข้อบังคับและผลกระทบต่อการทำงานของสภา หากทุกฝ่ายยึดกติกา เปิดใจรับฟัง และลดการนำประเด็นการเมืองมาเป็นศูนย์กลาง ความขัดแย้งก็อาจเปลี่ยนเป็นโอกาสในการปรับปรุงระบบการทำงานให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท้ายที่สุด ตำแหน่งประธานไม่ควรเป็นเครื่องมือของใคร แต่ควรเป็นหน้าที่ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังและรับผิดชอบต่อสมาชิกสภาและประชาชน การวินิจฉัยครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการยืนยันว่า ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับเดียวกัน
