ศุภชัยย้อนบุญเชิด: คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายบุญเชิด คิดเห็น อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ได้กล่าวถึงเรื่องที่ดินเขากระโดง โดยระบุว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้วทุกอย่างต้องจบลง เขากระโดงเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้นจึงต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด โดยนายศุภชัยได้อ้างถึงประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษานั้น โดยใช้วิธีการที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด และตามมาตรา 62 ศาลจะต้องแจ้งผลคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบด้วย
นายศุภชัยกล่าวว่า สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ว่าเนชั่นจะสั่งให้อดีตอธิบดีกรมที่ดินตอบโต้เขานั้นเป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ เขายังกล่าวอีกว่า อดีตอธิบดีกรมที่ดินเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดมาก่อน น่าจะมีความรอบรู้ในหน้าที่ที่ต้องทำ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็ได้แต่บ่นพึมพำว่าอดีตอธิบดีมาได้ไกลเหลือเกิน
ประเด็นสำคัญที่นายศุภชัยเน้นย้ำคือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เท่านั้น เขากล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ ซึ่งก็คือโจทก์ 35 ราย ไม่มีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินผู้มีเอกสารสิทธิ์อีก 995 ราย แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งให้เพิกถอนโฉนดของ 995 รายนั้นอยู่ที่ไหน
นายศุภชัยตั้งคำถามว่า หากอดีตอธิบดีกรมที่ดินยังดำรงตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น จะกล้าสั่งให้เพิกถอนโฉนดโดยไม่ขอดูคำพิพากษาถึงที่สุดของ 995 รายก่อนหรือไม่ จะไม่ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินของกรมที่ดินว่าออกเอกสารสิทธิ์ผิดพลาดหรือผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าหากพบว่ามีการคลาดเคลื่อนหรือผิดกฎหมาย นั่นหมายความว่าอดีตอธิบดียอมรับว่ากรมที่ดินซึ่งตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้กระทำผิดกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ
“ผมคิดว่าถ้าท่านสั่งในเวลานั้นอย่างที่ท่านมาพูดเอาตอนนี้จริงๆ ท่านคงถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 เหมือนอย่างคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ ซึ่งต้องโทษจำคุกเพราะเรื่องเพิกถอน ไม่เพิกถอน นี่แหละ จะบอกให้” นายศุภชัยกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ามาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่ใช่อธิบดีกรมที่ดิน ดังนั้นอธิบดีฯ ไม่สามารถสั่งเจ้าพนักงานงานที่ดินได้ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงติดคุกติดตารางด้วย
ทำความเข้าใจผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกา
จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าความเข้าใจในเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เป็นสิ่งสำคัญ การตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือการศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ
- การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสามารถช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
- ความเข้าใจในข้อกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน
ความรอบคอบและการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเป็นสิ่งที่ควรมีในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
สุดท้ายนี้ การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและการพัฒนาสังคม
คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในระบบกฎหมาย ซึ่งทุกคนควรทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำไปใช้ที่ไม่ถูกต้อง
ที่มา – ‘ศุภชัย’ ย้อน ‘บุญเชิด’คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ 35 ราย ไม่ผูกพัน อีก 995 ราย