สตง. เปิดผลสอบไทยพีบีเอส พบปัญหาจัดซื้อจัดจ้าง
ประเด็น สตง. เปิดผลสอบไทยพีบีเอส กำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แถลงผลการตรวจสอบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จากกรณีร้องเรียนภายในองค์กรเกี่ยวกับความโปร่งใส ประสิทธิภาพการบริหารงาน และการใช้จ่ายงบประมาณ โดย สตง. ยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตอบโต้หรือเอาคืนจากการนำเสนอข่าวของไทยพีบีเอส
คณะทำงานของ สตง. เริ่มตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 และแบ่งประเด็นออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพขององค์กร การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล ขณะนี้มีรายงานผลตรวจสอบออกมาแล้ว 2 ฉบับ ส่วนรายงานฉบับที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลอยู่ระหว่างเสนอให้ผู้ว่าการ สตง. ลงนาม ก่อนแจ้งผลอย่างเป็นทางการต่อไทยพีบีเอส
สตง. เปิดผลสอบไทยพีบีเอส พบปัญหาหลายด้าน
จากข้อมูลที่เปิดเผย ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท และเกือบครึ่งหนึ่งถูกใช้สำหรับการผลิตและจัดหาสื่อ อย่างไรก็ตาม สตง. พบข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดตัวชี้วัด หรือ KPI ที่ยังไม่มีความชัดเจน บางช่วงมีการเปลี่ยนตัวชี้วัดไปมา เช่น การสลับระหว่าง PSI Ranking กับ PSI Market Share เมื่อหน่วยงานหรือสำนักผลิตเนื้อหาไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย กลับมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดแทนที่จะวิเคราะห์สาเหตุและแก้ไขกระบวนการทำงาน
อีกประเด็นคือการยกเลิกตัวชี้วัดของระบบสมาชิก One ThaiPBS หลังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่าการประเมินผลงานอาจยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับอย่างแท้จริง การใช้งบประมาณขององค์กรสื่อสาธารณะจึงควรพิจารณาทั้งจำนวนผู้ชม คุณภาพของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อสังคม ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขการเบิกจ่ายเท่านั้น
สตง. เปิดผลสอบไทยพีบีเอส กับข้อสังเกตเรื่องระบบข้อมูล
สตง. ยังพบว่าระบบข้อมูลภายในของไทยพีบีเอสยังเชื่อมโยงกันไม่สมบูรณ์ โดยระบบ BMP ให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของโครงการได้อย่างรอบด้าน นอกจากนี้ คลังไฟล์รายการยังแยกกระจาย และยังไม่มีระบบประเมินผลช่องทางออนไลน์ที่ชัดเจนเพียงพอ
สำหรับรายการ Online First มีการวัดผลจากจำนวน Active Users บนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาจริงของผู้ชมทั้งหมด ขณะเดียวกัน การประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI และการทำ Perception Survey ยังขาดหลักเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างรัดกุม แบบสอบถามบางส่วนไม่ได้สอบถามเหตุผลว่าทำไมผู้ชมจึงไม่ติดตามรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปพัฒนารูปแบบรายการและตอบโจทย์ผู้ชมในอนาคต
ประเด็นจัดซื้อจัดจ้างที่ สตง. ตรวจพบ
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญจากการตรวจสอบคือการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลกในช่วงปี 2560–2568 โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ประเมินเรตติ้งหรือความคุ้มค่าอย่างเพียงพอ สตง. มองว่าลักษณะดังกล่าวเป็นงานจ้างพร้อมอุปกรณ์ที่ควรเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่การดำเนินการอาจไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญในช่วงปี 2566–2568 โดยอาศัยแนวทางบริหารภายใน แต่ไม่มีระเบียบเฉพาะที่รองรับอย่างชัดเจน เมื่อระเบียบการเงินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายน 2567 การเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2568 จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการใช้จ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบรองรับ
- การจ้างผลิตรายการบางประเภทอาจขาดการแข่งขันที่เป็นธรรม
- การจ่ายค่าตอบแทนควรมีระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
- การประเมินความคุ้มค่าควรพิจารณาทั้งงบประมาณ คุณภาพ และผลลัพธ์
- ทุกขั้นตอนควรมีเอกสารตรวจสอบย้อนหลังได้
การใช้รถส่วนกลางและความรับผิดของเจ้าหน้าที่
สตง. ตรวจสอบย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2564–2569 และพบว่าไทยพีบีเอสไม่มีระเบียบการใช้รถส่วนกลางมาตั้งแต่ปี 2562 ขณะเดียวกัน ผู้บริหารบางรายที่ได้รับเงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งแล้ว ยังใช้บริการรถส่วนกลางด้วย ประเด็นนี้ถูกมองว่าอาจไม่สอดคล้องกับหลักการใช้ทรัพย์สินของรัฐ เพราะทรัพย์สินสาธารณะต้องถูกใช้ด้วยความจำเป็น ประหยัด และเกิดประโยชน์ต่อภารกิจขององค์กร
หลังจากนี้ รายงานฉบับที่ 3 จะเป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริตหรือมีมูลความผิด สตง. อาจส่งเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงความผิดของบุคคลยังต้องรอผลการตรวจสอบและกระบวนการตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ ผู้เกี่ยวข้องจึงยังควรได้รับความเป็นธรรมและมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง
ภาพรวมของกรณีนี้สะท้อนว่าองค์กรสื่อสาธารณะจำเป็นต้องมีระบบบริหารงบประมาณและตัวชี้วัดที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และวัดผลจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริง การกำหนด KPI ไม่ควรทำเพื่อให้ตัวเลขดูดีเท่านั้น แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือค้นหาจุดอ่อนและพัฒนาคุณภาพงาน หากไทยพีบีเอสปรับปรุงระบบข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และการประเมินผลได้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ชม บุคลากร และสังคมในระยะยาว
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามต่อคือรายงานฉบับที่ 3 และคำชี้แจงของไทยพีบีเอสต่อข้อสังเกตทั้งหมด การตรวจสอบที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนจะช่วยให้สังคมร่วมกันประเมินได้ว่า งบประมาณสื่อสาธารณะถูกใช้คุ้มค่าและตอบสนองประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด
ที่มา – สตง. เปิดผลสอบไทยพีบีเอส พบจัดซื้อจัดจ้าง-ตัวชี้วัดล้มเหลว จ่อฟันผิดเจ้าหน้าที่