สตรี-สตางค์เขย่าศรัทธาสงฆ์ มหาเถรฯ ต้องฝ่าวิกฤต

เมื่อเร็วๆ นี้ วงการพระสงฆ์ในประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างมาก โดยสาเหตุหลักมาจากสิ่งสองสิ่งที่เป็นปัญหาคือ “สตรี” และ “สตางค์” หรือการมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินอย่างผิดวินัย

สตรี-สตางค์เขย่าศรัทธาสงฆ์

ประเด็นที่มาแรงที่สุด คือ กรณีของ อดีตเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิง ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตยักยอกเงินจากวัด ซึ่งถูกใช้ไปกับการเล่นพนันออนไลน์ผ่าน “สีกาเก็น” และอีกเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการอย่างหนักก็คือ กรณี “สีกากอล์ฟ” ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสมกับพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 13 รูป ซึ่งสุดท้ายต้องยอมสึกสังฆะ และได้รับโทษตามข้อหาต่าง ๆ ที่ได้กระทำไว้

สตรี-สตางค์ และการสูญเสียศรัทธา

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกหลายกรณี เช่น ของ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ และล่าสุด อดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่ถูกเปิดโปงให้เคยมีการปลอมแปลงประวัติ และยักยอกเงินวัดอย่างชัดเจน เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์อย่างมาก เพราะตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและฐานะสูงในแวดวงพระสงฆ์ทั้งสิ้น

การกระทำผิดของพระรูปน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพระภิกษุทั่วประเทศ ที่มีรวมกว่า 240,000 รูป ก็ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในมุมของความเชื่อมั่นและความศรัทธาของ大众คนทั่วไปที่มีต่อพระภิกษุ กลับเป็น “จุดเล็ก ๆ ที่ทำลายภาพใหญ่” อย่างรุนแรง

มาตรการของมหาเถรสมาคมเพื่อกู้คืนศรัทธา

เพื่อแก้ไขปัญหาและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม หรือ มส. ได้ออกเป็นแนวทางในการดำเนินคดีกับพระที่ฝ่าฝืน พระธรรมวินัย อย่างรุนแรง โดยมีการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคำกล่าวหาเพียง 10 วันในกรณีที่พบหลักฐานชัดเจนซึ่งเกี่ยวข้องกับ อาบัติปาราชิก และไม่อนุญาตให้มีการอุทธรณ์หรือขอคัดค้านเพิ่มเติม

การจัดการด้านการเงินในวัดอย่างเข้มงวด

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร และการบันทึกบัญชีอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดจำนวนเงินสดที่สามารถเก็บไว้ในวัดไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมให้วัดมีการใช้ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation แทนใบอนุโมทนาบัตร เพื่อความโปร่งใสในการรับ-จ่ายของวัด

รวมถึงในอนาคตอันใกล้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 กรมสรรพากร ได้ประกาศว่า ผู้บริจาคเงินให้วัดจะต้องใช้ระบบ e-Donation เท่านั้น ถึงจะสามารถนำใบแจ้งการบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริจาคให้มีความโปร่งใสไปทั่วทั้งวงการศาสนา

สกัด “เหลือบ” ผ่านการตรวจสอบประวัติเข้มงวด

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การป้องกันไม่ให้ผู้ที่หนีคดี หรือมีประวัติพื้นฐานไม่เหมาะสมสามารถมาบวชโดยใช้ชื่อปลอม ซึ่งขณะนี้ มหาเถรสมาคมมีการตรวจสอบประวัติ คนขอบวชอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การตรวจคัดกรองประวัติผ่านระบบเลขบัตรประชาชน 13 หลัก การตรวจสอบประวัติส่วนตัวจากตำรวจ และควรได้รับการรับรองจากหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เข้ามาในทางพระจะไม่ใช่ตนที่มีเจตนาในทางที่ผิด

หากพระทั้งหลายปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัด การกู้คืนความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับคนในสังคมในพระสงฆ์ได้ภายในระยะอันใกล้

ที่มา – เมื่อ “สตรี-สตางค์” เขย่าศรัทธาสงฆ์ มหาเถรฯ ต้องฝ่าวิกฤตกู้คืนศรัทธาชาวพุทธ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *