สภาผู้บริโภคขู่ กสทช. จ่อฟ้อง ป.ป.ช.
ประเด็นการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังสภาองค์กรผู้บริโภคติดตามความคืบหน้าการจัดประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลือจำนวน 6 คน โดยระบุว่ามีวาระสำคัญค้างพิจารณาจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรผู้บริโภค พร้อมคณะ เดินทางไปยังสำนักงาน กสทช. เพื่อทวงถามความชัดเจนเกี่ยวกับการสนับสนุนการประชุมของคณะกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้บริโภคและทิศทางของอุตสาหกรรมสื่อสารในประเทศ
สภาผู้บริโภคขู่ กสทช. จ่อฟ้อง ป.ป.ช.
สภาองค์กรผู้บริโภคและสมาคมทีวีดิจิทัลเคยยื่นหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. แล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.ย. และ 28 ก.ย. เพื่อขอให้สำนักงานปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือสามารถจัดประชุมและพิจารณาวาระต่าง ๆ ได้ตามหน้าที่
ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยระบุว่า ขณะนี้มีวาระค้างพิจารณามากกว่า 149 เรื่อง การไม่มีเวทีประชุมอย่างต่อเนื่องจึงอาจทำให้การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชนล่าช้า หลายเรื่องเป็นประเด็นที่ประชาชนรอคำตอบ ทั้งมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนแนวทางดูแลการแข่งขันและคุณภาพบริการ
สภาผู้บริโภคขู่ กสทช. จ่อฟ้อง ป.ป.ช. หากยังไม่จัดประชุม
น.ส.สารีระบุว่า การหยุดชะงักของการทำงานไม่ได้กระทบเฉพาะหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ โดยเฉพาะการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับแผนแม่บททีวีดิจิทัล เมื่อทิศทางนโยบายไม่แน่นอน ผู้ประกอบการอาจวางแผนธุรกิจได้ยาก และบุคลากรจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการจ้างงาน
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการรับชมโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียม C-Band ซึ่งมีผู้บริโภคประมาณ 23% หรือคิดเป็นหลายล้านคนที่ใช้บริการดังกล่าว หากไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ประชาชนกลุ่มนี้อาจเสี่ยงไม่สามารถรับชมโทรทัศน์ได้ภายในปี 2572 เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคและสมาคมทีวีดิจิทัลได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงาน โดยมีตัวแทนจากบริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการ นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ เพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอสำคัญยังต้องรอการอนุมัติและการกำหนดแผนปฏิบัติการจาก กสทช. จึงจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลกระทบที่ประชาชนควรติดตาม
- สิทธิผู้บริโภค: การพิจารณามาตรการคุ้มครองอาจล่าช้า โดยเฉพาะหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม
- อุตสาหกรรมสื่อ: ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและบุคลากรอาจขาดความมั่นใจในการวางแผนธุรกิจและการจ้างงาน
- การเข้าถึงข่าวสาร: ผู้ชมทีวีผ่านระบบ C-Band อาจได้รับผลกระทบ หากไม่มีมาตรการรองรับก่อนถึงปี 2572
- การกำกับดูแล: วาระค้างจำนวนมากอาจทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการแก้ปัญหาสาธารณะล่าช้า
ด้านสำนักงาน กสทช. ได้ออกแถลงการณ์ในคืนวันที่ 7 ต.ค. ระบุว่า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เตรียมสนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน ในวันที่ 8 ต.ค. สัญญาณดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ดี หากสามารถทำให้เกิดการประชุมและเดินหน้าพิจารณางานที่คั่งค้างได้จริง
อย่างไรก็ตาม สภาองค์กรผู้บริโภคย้ำว่า วันที่ 8 ต.ค. ถือเป็นเส้นตาย หากสำนักงาน กสทช. ยังไม่สามารถสนับสนุนหรือจัดให้เกิดการประชุมเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะได้ ก็พร้อมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทันที โดยมองว่าหน่วยงานไม่ควรปล่อยให้ปัญหาการไม่ทำงานยืดเยื้อต่อไป
สำหรับประชาชน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลมีผลต่อชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ค่าใช้บริการโทรคมนาคม การคุ้มครองสิทธิหลังการควบรวมกิจการ ไปจนถึงการเข้าถึงรายการโทรทัศน์และข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม การเปิดเผยความคืบหน้าอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขตามกรอบเวลาอย่างจริงจังหรือไม่
ในมุมมองของผู้บริโภค การจัดประชุมไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่ควรนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจนและปกป้องประโยชน์ของประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันให้ กสทช. กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมในระยะยาว
ที่มา – “สภาผู้บริโภค” ขู่สำนักงาน กสทช.หมดเวลาไม่ทำงานจ่อฟ้องป.ป.ช. ถ้าไม่จัดประชุมให้ 6 บอร์ด