สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ
สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ
เรียกได้ว่าบรรยากาศในรัฐสภาวันนี้มีความคุกรุ่นอย่างหนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์ สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ ซารัมย์ ประธานในที่ประชุม หลังจากที่ สส.ไอติม หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ออกมาโวยวายผ่านสื่อและในสภาเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่ยอมมาตอบกระทู้ถามสดในประเด็นสำคัญอย่างคดีฮั้ว สว.
ความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การตั้งกระทู้ถามสด แต่ลามไปถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างนายโสภณ ซารัมย์ และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ที่พยายามเรียกร้องความรับผิดชอบจากฝ่ายบริหาร จนทำให้บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความตึงเครียด การที่เกิด สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ จึงกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติ หรือเป็นการสื่อถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่กำลังมีรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ
เปิดปมเหตุ สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากความไม่พอใจของพรรคประชาชนที่มองว่า การที่รัฐมนตรีชิ่งหนีการตอบกระทู้ถือเป็นการละเลยสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
- นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่อ้างภารกิจราชการ
- มีการพยายามเสนอเพิ่มกระทู้ถามสดจากเดิม 3 กระทู้ เป็น 4 กระทู้ เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป
- นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้มีการประท้วงประธานสภาฯ เนื่องจากมองว่าการตัดบทและปิดไมล์ สส. เป็นการขัดต่อหลักการทำงานเชิงตรวจสอบ
ความพยายามของฝ่ายค้านที่ต้องการผลักดันให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น กลับถูกเบรกด้วยข้อบังคับการประชุม ซึ่งนายโสภณยืนยันว่าตนเองทำตามหน้าที่และข้อบังคับเท่านั้น การปะทะคารมกันในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายค้านที่จะกดดันฝ่ายบริหารให้เข้ามาตอบคำถามสังคมมากกว่าการเลี่ยงไปเรื่อยๆ จนส่งผลให้ สภาเดือด! ฝ่ายค้านขู่นับองค์ประชุมปะทะคารมโสภณ กลายเป็นคำค้นหาและประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงการเมืองในยุคปัจจุบัน
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ หากทางฝ่ายบริหารยังคงแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจนต่อการตอบกระทู้ถามสดของฝ่ายค้าน ประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การทำงานในสภาต่อจากนี้จะราบรื่นหรือจะมีการนับองค์ประชุมเพื่อสั่งสอนกันเป็นระยะๆ นี่คือบทเรียนสำคัญว่าการสื่อสารระหว่างการเมืองฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีความสำคัญมากเพียงใดต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน


