สรรเพชญชูรถหัวลาก AI ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ
เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโฉมการขนส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ท่าเรือที่ต้องจัดการตู้สินค้าจำนวนมากภายในเวลาจำกัด ล่าสุด นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือชุด D บริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งดูแนวทางการนำระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือ ตั้งแต่การยกและจัดเก็บตู้สินค้า การวางแผนเส้นทางขนส่ง ไปจนถึงการติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลจิสติกส์ของไทยที่ต้องการเพิ่มความเร็ว ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สรรเพชญชูรถหัวลาก AI ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ
ท่าเทียบเรือชุด D เป็นโครงการท่าเรือตู้สินค้าขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของการค้า การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จุดเด่นของท่าเรือแห่งนี้คือสามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ หรือ Mega Vessel ได้พร้อมกันถึง 3 ลำ และมีศักยภาพรองรับตู้สินค้าได้สูงสุดประมาณ 3.5 ล้านทีอียูต่อปี
นอกจากความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายใน พ.ศ. 2593 การนำพลังงานไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติมาใช้งานจึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในพื้นที่ท่าเรือ
สรรเพชญชูรถหัวลาก AI พร้อมระบบอัตโนมัติ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือรถหัวลากไร้คนขับ หรือ Autonomous Truck ซึ่งใช้ AI ทำงานร่วมกับระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่ง รถสามารถวางแผนเส้นทาง ขนย้ายตู้สินค้า และเคลื่อนที่ภายในท่าเทียบเรือได้อย่างเป็นระบบ เทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มความแม่นยำ และทำให้การขนส่งตู้สินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น
ระบบรถหัวลากอัจฉริยะยังช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน เพราะรถสามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางและประเมินสภาพแวดล้อมโดยรอบได้แบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การทำงานยังต้องอาศัยศูนย์ควบคุมและบุคลากรที่มีความรู้ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และเข้าแทรกแซงเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ การใช้เทคโนโลยีจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบอัจฉริยะกับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การลดบทบาทของคนทั้งหมด
ภายในท่าเรือยังมีการใช้ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกล หรือ RCQC และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมจากระยะไกล หรือ RCeRTGC อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานจากห้องควบคุมที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม ลดการสัมผัสพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความสม่ำเสมอในการทำงาน
อีกนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนการขนส่งสะอาดคือรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Truck ซึ่งทำงานร่วมกับสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ประมาณ 5 นาที ช่วยให้รถกลับไปปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลารอชาร์จเป็นเวลานาน และลดการปล่อยมลพิษภายในท่าเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบดิจิทัลช่วยบริหารตู้สินค้าแบบเรียลไทม์
การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะไม่ได้มีเพียงรถไร้คนขับหรือเครื่องจักรอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมระบบบริหารข้อมูลและบริการดิจิทัลด้วย โดยฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย หรือ HPT ได้นำเสนอระบบบริหารปฏิบัติการท่าเทียบเรือ nGen ซึ่งช่วยวางแผน ควบคุม และติดตามการทำงานในท่าเรืออย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ยังมี HPT Digital Platform และแอปพลิเคชัน UBI ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบสถานะตู้สินค้า ดูตารางเวลาเรือเข้าเทียบท่า และเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ตลอด 24 ชั่วโมง การมีข้อมูลที่รวดเร็วและครบถ้วนช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการขนส่งได้แม่นยำขึ้น ลดเวลารอคอย และบริหารห่วงโซ่อุปทานได้คล่องตัวกว่าเดิม
- e-DO ช่วยจัดการเอกสารปล่อยสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
- e-Billing ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการใบแจ้งหนี้
- e-Tax รองรับการออกเอกสารภาษีแบบดิจิทัล
- ระบบ RFID ช่วยควบคุมการผ่านเข้า-ออก เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำ
เมื่อระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ปฏิบัติงานในท่าเรือจะเห็นสถานะเดียวกัน ลดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกันและลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน นี่คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนท่าเรือแบบเดิมให้กลายเป็นท่าเรืออัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
นายสรรเพชญระบุว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการโลจิสติกส์ทางน้ำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการผสานระบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมจากระยะไกล และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาท่าเทียบเรือของไทยในอนาคต
หากนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ท่าเรือจะสามารถลดระยะเวลาการขนย้ายสินค้า ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน การใช้รถไฟฟ้าและเครื่องจักรที่ควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะยังช่วยลดเสียง มลพิษ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
มุมมองที่น่าสนใจคือ การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะควรเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะบุคลากร เพราะแม้ AI จะช่วยทำงานซ้ำ ๆ และงานที่มีความเสี่ยงได้ แต่คนยังมีบทบาทสำคัญในการวางแผน วิเคราะห์ข้อมูล ดูแลระบบ และตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การลงทุนด้านการฝึกอบรมจึงมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนด้านเครื่องจักร
โดยสรุป สรรเพชญชูรถหัวลาก AI ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ ถือเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภาคโลจิสติกส์ไทย หากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็มีโอกาสยกระดับท่าเรือให้แข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการและผู้สนใจด้านโลจิสติกส์ นี่คือจังหวะสำคัญในการติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเตรียมปรับตัว เพราะท่าเรือแห่งอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงขนาดของพื้นที่หรือจำนวนเครื่องจักร แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อทำให้ทุกขั้นตอนมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ที่มา – ‘สรรเพชญ’ ชู AI-รถหัวลากไร้คนขับ ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ

