สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม 43 แห่ง อ้างเอี่ยวบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุดทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม 43 แห่ง อ้างเอี่ยวบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ภายใต้กฎหมายป้องกันการใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ (UFLPA) ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุด: สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม 43 แห่ง อ้างเอี่ยวบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยการประกาศรายชื่อบริษัทเพิ่มอีก 43 แห่ง ส่งผลให้ปัจจุบันมีบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำรวมแล้วกว่า 187 แห่ง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากรายชื่อเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหาร

ผลกระทบและรายละเอียดเมื่อสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม 43 แห่ง อ้างเอี่ยวบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

บริษัทที่ถูกระบุชื่อในครั้งนี้ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่หลายคนอาจคุ้นชื่อ เช่น บริษัทฮูหนาน อ้ายหัว กรุ๊ป ที่โดดเด่นเรื่องคาปาซิเตอร์ และบริษัทฉาฉา ฟู้ด ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ที่มีการส่งออกไปทั่วโลก การถูกขึ้นบัญชีดำในลักษณะนี้หมายความว่าสินค้าจากบริษัทเหล่านี้จะถูกห้ามนำเข้าสู่สหรัฐฯ โดยเด็ดขาด

ตัวเลขความเสียหายนั้นน่าสนใจมากทีเดียว เพราะนับตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ได้กักสินค้าที่สงสัยว่าเกี่ยวพันกับแรงงานบังคับไปแล้วกว่า 24,300 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 33,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน:

  • ภาคการผลิตโลหะและวัตถุดิบต้นน้ำได้รับผลกระทบหนัก
  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ลิเทียมอาจต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่
  • บริษัทขนมและอาหารขบเคี้ยวต้องเผชิญกับกำแพงภาษีและการตรวจสอบที่เข้มข้น

ในฝั่งของรัฐบาลจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในพื้นที่ซินเจียง และย้ำว่าจีนมีการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมายอย่างถูกต้อง นี่จึงเป็นประเด็นความขัดแย้งที่คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทั้งสองมหาอำนาจจะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร หรือว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกีดกันทางการค้าในระดับที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากจีน คงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของระบบห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

ที่มา – สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม 43 แห่ง อ้างเอี่ยวบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *