‘สหัสวัต’ จี้รัฐบาลปกป้องอธิปไตยไทย
ประเด็นความมั่นคงบริเวณชายแดนไทยยังคงได้รับความสนใจ หลังมีรายงานว่าเครื่องบินรบของรัฐบาลทหารเมียนมาทิ้งระเบิดใกล้พื้นที่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม้จุดระเบิดจะอยู่ในฝั่งเมียนมา แต่แรงระเบิดส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาคารราชการในฝั่งไทย รวมถึงทำให้ประชาชนบางส่วนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงท่าทีที่จริงจังต่อการกระทำของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยย้ำว่าหน้าที่สำคัญของรัฐบาลคือการปกป้องอำนาจอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ควรมีมาตรการเข้มงวดเฉพาะกับประชาชนทั่วไป แต่กลับนิ่งเฉยเมื่อเผชิญกับการกระทำจากรัฐบาลต่างประเทศ
‘สหัสวัต’ จี้รัฐบาลปกป้องอธิปไตยไทย
นายสหัสวัตมองว่า เหตุการณ์ระเบิดใกล้ชายแดนแม่ฮ่องสอนไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะแม้การโจมตีจะเกิดขึ้นนอกเขตแดนไทย แต่ผลกระทบได้ข้ามมายังพื้นที่ของประเทศไทยโดยตรง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนชายแดนต้องเผชิญความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งยังต้องเตรียมพร้อมอพยพเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่แน่นอน
ข้อเรียกร้องสำคัญคือรัฐบาลไทยควรดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการประท้วงอย่างเป็นทางการ การขอคำชี้แจงจากฝ่ายเมียนมา และการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลควรจัดทำมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนว่ารัฐจะดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่
‘สหัสวัต’ ปกป้องอธิปไตยไทยกับคำถามเรื่องการค้าชายแดน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาเคยส่งหนังสือเตือนเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจไทย ไม่ให้ติดต่อหรือค้าขายกับกองกำลังกะเหรี่ยง KNU รวมถึงมีการขู่ว่าจะใช้กำลังโจมตีพื้นที่คลังสินค้าฝั่งเมียนมา เรื่องนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลต่างประเทศมีอำนาจมากน้อยเพียงใดในการกำหนดพฤติกรรมของคนไทยและธุรกิจที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายไทย
การค้าชายแดนควรอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ข้อตกลงระหว่างประเทศ และหลักความปลอดภัยของประชาชน ไม่ควรปล่อยให้คำข่มขู่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องหยุดดำเนินธุรกิจโดยไม่มีแนวทางคุ้มครองที่ชัดเจน รัฐบาลจึงควรชี้แจงต่อสาธารณชนว่าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วหรือไม่ มีการตอบสนองอย่างไร และมีแผนดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบแบบใด
ปมศูนย์ CI และเงื่อนไขของแรงงานเมียนมา
นอกจากเรื่องความมั่นคงชายแดน นายสหัสวัตยังตั้งคำถามเกี่ยวกับศูนย์พิสูจน์สัญชาติ หรือศูนย์ CI ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย โดยมองว่ากระบวนการออกเอกสารไม่ควรเปิดช่องให้รัฐบาลต่างประเทศใช้อำนาจทางการเงินหรือเงื่อนไขด้านเอกสารมาควบคุมแรงงานเมียนมาที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย
แรงงานเมียนมาจำนวนมากทำงานในสถานประกอบการของไทย สร้างรายได้ให้ธุรกิจและมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานไทย เสียภาษีและดำเนินการตามขั้นตอนการจ้างงานที่กำหนด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมากำหนดให้แรงงานในต่างประเทศส่งรายได้อย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์กลับประเทศผ่านช่องทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล รวมถึงมีเงื่อนไขด้านภาษีเงินได้อีก 2 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว เพราะแรงงานข้ามชาติจำนวนมากส่งเงินกลับบ้านด้วยความสมัครใจอยู่แล้ว แต่ข้อกังวลคือ หากเงื่อนไขดังกล่าวถูกผูกเข้ากับการต่ออายุเอกสารหรือสิทธิในการทำงาน แรงงานอาจไม่มีทางเลือกและต้องยอมทำตามเพื่อรักษาสถานะการทำงานในประเทศไทย
ผลกระทบต่อแรงงาน นายจ้าง และระบบเศรษฐกิจ
หากแรงงานไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ อาจเกิดปัญหาในการต่อเอกสารและเสี่ยงหลุดออกจากระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย ผลกระทบไม่ได้เกิดกับแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่นายจ้างไทยก็อาจขาดแคลนแรงงาน ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใหม่ รวมถึงอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ
ดังนั้น รัฐบาลไทยควรทบทวนรูปแบบความร่วมมือด้านเอกสารกับรัฐบาลทหารเมียนมาให้รอบคอบ โดยต้องแยกเรื่องการพิสูจน์สัญชาติออกจากเงื่อนไขทางการเงินที่อาจเป็นการบังคับ และควรมีระบบสำรองเพื่อให้แรงงานสามารถรักษาสิทธิในการทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
- กำหนดมาตรการคุ้มครองแรงงานที่อาศัยและทำงานในประเทศไทย
- ตรวจสอบค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการออกเอกสารอย่างโปร่งใส
- ป้องกันไม่ให้กระบวนการเอกสารถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือเอาเปรียบแรงงาน
- จัดช่องทางร้องเรียนสำหรับแรงงาน นายจ้าง และผู้ประกอบการชายแดน
- สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดความสับสนและการเรียกเก็บเงินโดยมิชอบ
ข้อเสนอให้รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจน
นายสหัสวัตย้ำว่า การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยควรเข้าสู่สงครามหรือเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองของเมียนมา แต่รัฐบาลต้องมีท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องประชาชนไทยและอธิปไตยของประเทศ การดำเนินการทางการทูต การขอคำชี้แจง และการกำหนดมาตรการป้องกันถือเป็นแนวทางที่สามารถทำได้โดยไม่เพิ่มความขัดแย้ง
ขณะเดียวกัน ต้องแยกการวิจารณ์รัฐบาลทหารเมียนมาออกจากประชาชนเมียนมา เพราะประชาชนจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจและความขัดแย้งภายในประเทศเช่นกัน การคุ้มครองแรงงานเมียนมาในไทยจึงควรเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และกฎหมายไทย
ท้ายที่สุด ประเด็นที่ถูกสะท้อนคือรัฐบาลไทยควรแสดงความจริงจังต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การปกป้องอธิปไตยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำแถลง แต่ควรเห็นได้จากมาตรการที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และช่วยลดความเสี่ยงของประชาชนในระยะยาว หากรัฐบาลสามารถจัดการทั้งปัญหาชายแดนและระบบเอกสารแรงงานได้อย่างเป็นธรรม ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทย แรงงานเมียนมา และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ที่มา – ‘สหัสวัต’ อัดรัฐบาลต้องปกป้องอธิปไตยไทย ปมพม่าทิ้งบอมบ์ใกล้ชายแดนแม่ฮ่องสอน-ขึ้นทะเบียน CI แรงงาน