สั่งสอบ หัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน ปมอนุญาตคณะวีระเข้าพัก
อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบ หน.อช.สิมิลัน ปมอนุญาตคณะวีระเข้าพักแรม ฝ่าฝืนประกาศปิดพื้นที่หรือไม่
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุดมีคำสั่งจากอธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบ หัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน ปมอนุญาตคณะวีระเข้าพักแรม ซึ่งเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการที่ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้อภิปรายสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวในการประชุม กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 เกี่ยวกับการไปท่องเที่ยวและพักแรมที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน พร้อมทั้งวิจารณ์คุณภาพการบริการและเสนอให้ใช้รูปแบบการจัดการแบบเอกชน (PPP)
จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ สั่งสอบ หัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน ปมอนุญาตคณะวีระเข้าพักแรม
หลังจากประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาขอบคุณทุกข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงมีการอนุญาตให้คณะของนายวีระเข้าพักแรมในพื้นที่ ทั้งที่ประกาศกรมอุทยานฯ เรื่องปิดการพักแรมหมู่เกาะสิมิลันนั้นมีผลบังคับใช้มาอย่างยาวนานกว่า 8 ปีแล้ว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสั่งสอบ หัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน ปมอนุญาตคณะวีระเข้าพักแรมในครั้งนี้ เนื่องจากเกาะสิมิลันมีการประกาศห้ามพักแรมอย่างเด็ดขาดเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:
- เพื่อแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเสียที่ส่งผลกระทบต่อปะการังและระบบนิเวศทางทะเล
- เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์หลังจากถูกรบกวนอย่างหนักจากการท่องเที่ยว
- เพื่อให้การจัดการอุทยานฯ เป็นไปตามรูปแบบ One-day trip เท่านั้น เพื่อลดภาระของธรรมชาติ
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม
ทางกรมอุทยานฯ ย้ำชัดว่า ทุกข้อเสนอแนะที่ได้รับมานั้นพร้อมจะนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการและการบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งหรือเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดเป็นพิเศษ การลงโทษตามระเบียบวินัยก็ต้องดำเนินการอย่างไม่มีข้อยกเว้น
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นบทเรียนเรื่องการให้บริการในอุทยานแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ ว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ ซึ่งเราคงต้องติดตามผลการสอบสวนกันต่อไปว่า บทสรุปของกรณีนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต