สาทิตย์ชี้คดีฮั้ว สว. ทำศรัทธา กกต.พังทลาย
ประเด็นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังกลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง หลังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยชี้ว่าคดีฮั้ว สว. กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความสุจริต เที่ยงธรรม และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระแห่งนี้
หัวใจสำคัญของข่าวนี้คือ สาทิตย์ชี้คดีฮั้ว สว. ทำศรัทธา กกต.พังทลาย เพราะคำอภิปรายสะท้อนความกังวลว่า กกต. อาจไม่สามารถจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงและการทุจริตทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากยังติดตามว่ากระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร และใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงให้เกิดความกระจ่าง
สาทิตย์ชี้คดีฮั้ว สว. ทำศรัทธา กกต.พังทลาย
นายสาทิตย์ระบุว่า รายงานของ กกต. ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปี 2567 และการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2568 ใช้เวลานานกว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภา เขามองว่าความล่าช้าดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีความพยายามปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองบางฝ่ายหรือไม่ เมื่อกระบวนการตรวจสอบไม่สามารถตอบคำถามของประชาชนได้อย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อองค์กรจึงยิ่งลดลง
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการซื้อเสียง ซึ่งในอดีตอาจพบการแจกสิ่งของหรือเงินจำนวนไม่มาก แต่ปัจจุบันรูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนและใช้งบประมาณสูงขึ้น ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมการเลือกตั้งในหลายระดับ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติ และการทำงานของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
คดีฮั้ว สว. กับคำถามต่อความน่าเชื่อถือของ กกต.
ในมุมมองของนายสาทิตย์ คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพียงคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของ กกต. เพราะคดีนี้มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อิทธิพล อำนาจทางการเมือง กระบวนการจัดตั้ง และเงิน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ทางการเมือง หากหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งไม่สามารถขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ ประชาชนก็ย่อมเกิดคำถามว่าการตรวจสอบนั้นมีความเป็นอิสระจริงหรือไม่
นายสาทิตย์ยังกล่าวถึงมติของ กกต. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน โดยเสียงข้างมากเห็นว่ามีผู้กระทำผิดจำนวน 77 คน ขณะที่เสียงข้างน้อยเห็นว่าควรดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากกว่านั้น ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้สังคมจับตาว่า กกต. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา และเหตุใดจึงไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดให้ประชาชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
- ความเป็นกลาง: กกต. ต้องแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใด
- ความโปร่งใส: การเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลของคำวินิจฉัยจะช่วยลดข้อสงสัยจากสังคม
- ความรับผิดชอบ: ทุกหน่วยงานต้องพร้อมตอบคำถามเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือข้อครหา
- การตรวจสอบถ่วงดุล: กระบวนการยุติธรรมต้องสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ อาจส่งสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการรวมกลุ่มในลักษณะอั้งยี่ให้ กกต. พิจารณา แต่มีรายงานว่า กกต. ปฏิเสธไม่รับสำนวนดังกล่าว เรื่องนี้จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันโดยไม่ปล่อยให้คดีสำคัญถูกตัดตอน
พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ให้ศาลฎีกาพิจารณาทั้งหมด ไม่ควรส่งเฉพาะบางส่วนหรือจำกัดไว้เพียงรายชื่อ 77 คน เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ หากข้อมูลถูกส่งไปอย่างครบถ้วน ศาลก็จะมีโอกาสพิจารณาความเชื่อมโยงของคดีได้รอบด้านมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็สะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่า ขณะนี้ กกต. กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง แม้ กกต. จะมีสโลแกนเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม และความเป็นกลาง แต่ความเห็นที่แตกต่างกันภายในองค์กรทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกสับสน และไม่แน่ใจว่าผลการดำเนินงานจะตอบโจทย์ความยุติธรรมได้เพียงใด
ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะภาพลักษณ์ของ กกต. เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม หากประชาชนไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง การมีส่วนร่วมทางการเมืองก็อาจลดลง และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างแท้จริง
นายสาทิตย์ยังตั้งคำถามถึงผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของ กกต. ที่อยู่ในระดับ 93.47% โดยเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวควรได้รับการอธิบายให้ชัดเจน เมื่อเทียบกับข้อครหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากคดีฮั้ว สว. การประเมินที่ได้คะแนนสูงจึงไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่ต้องสะท้อนการทำงานจริงที่ประชาชนสัมผัสได้
ท้ายที่สุด นายสาทิตย์เรียกร้องให้บุคลากรของ กกต. ที่รับรู้ถึงการแทรกแซงหรือการครอบงำจากอำนาจภายนอก ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อรักษามาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กร ขณะเดียวกัน เขามองว่า กกต. อาจต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องโครงสร้าง วิธีการสรรหา และขอบเขตอำนาจ หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สาทิตย์ชี้คดีฮั้ว สว. ทำศรัทธา กกต.พังทลาย จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรติดตามอย่างรอบคอบ โดยไม่ด่วนสรุปแทนศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน การตรวจสอบอย่างอิสระ และการรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย คือทางออกที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามกระบวนการยุติธรรมและเรียกร้องให้ทุกองค์กรทำงานอย่างโปร่งใส เพราะอนาคตของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อระบบเลือกตั้ง
ที่มา – ‘สาทิตย์’ ซัด คดีฮั้ว สว.ฟางเส้นสุดท้ายทำศรัทธา กกต.พังทลาย
