สุริยะยัน รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดหมื่นล้าน
ประเด็น สุริยะยัน รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดหมื่นล้าน กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีการชี้แจงถึงแผนจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวระบบไฟฟ้า หรือรถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน เพื่อช่วยลดต้นทุนการทำนาและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาในระยะยาว โครงการนี้อยู่ระหว่างการเสนอขอใช้งบประมาณจากพระราชกำหนดเงินกู้ วงเงินรวม 8,000 ล้านบาท
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า แม้ราคาของรถ EV จะดูสูงกว่ารถแทรกเตอร์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเมื่อมองจากราคาซื้อเริ่มต้น แต่การประเมินโครงการไม่ได้ดูเฉพาะค่าใช้จ่ายในวันแรกเท่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 14 ปี และพบว่ารถไฟฟ้าสามารถช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้เป็นจำนวนมาก
สุริยะยัน รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดหมื่นล้าน
หัวใจสำคัญของโครงการคือการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน เพราะรถแทรกเตอร์ดีเซลต้องใช้น้ำมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงเตรียมพื้นที่ เพาะปลูก และเก็บเกี่ยว เมื่อราคาน้ำมันผันผวน ต้นทุนของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าจึงอาจช่วยให้การบริหารต้นทุนมีความแน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการวางระบบชาร์จไฟและการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม
สุริยะยัน รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดหมื่นล้าน ในระยะยาว
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือราคาของรถ EV ในโครงการ ซึ่งมีการระบุว่าคันละประมาณ 16 ล้านบาท ขณะที่ราคาที่พบในตลาดอาจอยู่ราว 1.6 ล้านบาท นายสุริยะกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดของสเปก อุปกรณ์ประกอบ ระบบสนับสนุน และค่าใช้จ่ายตลอดโครงการอย่างรอบด้าน ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาตัวรถโดยไม่ดูเงื่อนไขอื่นที่รวมอยู่ในงบประมาณ
รัฐมนตรีระบุว่า ในอดีตช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม การเปลี่ยนรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจากระบบดีเซลเป็นระบบ EV ก็เคยมีราคาสูงกว่ารถแบบเดิมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณผลประโยชน์ตลอดอายุการใช้งาน ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวมีโอกาสสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว
เหตุผลที่รถเกี่ยวข้าว EV อาจช่วยลดต้นทุนชาวนา
- ลดการใช้น้ำมัน: รถระบบไฟฟ้าไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลโดยตรง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลง
- ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น: ค่าไฟฟ้าและรอบการชาร์จสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ หากมีสถานีชาร์จเพียงพอในพื้นที่เกษตรกรรม
- ลดมลพิษ: รถ EV ไม่มีไอเสียจากการเผาไหม้น้ำมันขณะทำงาน จึงช่วยลดควันและมลพิษในพื้นที่เพาะปลูก
- สร้างโอกาสด้านการตลาด: ข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
- ต่อยอดคาร์บอนเครดิต: การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจนำไปสู่การรับรองคาร์บอนเครดิตและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต
นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว โครงการยังเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ หากรถเกี่ยวข้าว EV ทำงานได้ตามเป้าหมาย กระบวนการผลิตข้าวก็อาจมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการส่งออกในอนาคต เพราะผู้ซื้อในหลายประเทศเริ่มตรวจสอบแหล่งที่มา วิธีผลิต และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของโครงการควรพิจารณาอย่างโปร่งใส ทั้งราคาจัดซื้อ จำนวนรถที่เหมาะสม ค่าแบตเตอรี่ ค่าเปลี่ยนอะไหล่ ระบบชาร์จไฟ ค่าอบรมผู้ใช้งาน และแผนดูแลรถตลอด 14 ปี หากข้อมูลทุกด้านเปิดเผยและตรวจสอบได้ จะช่วยให้ประชาชนเห็นภาพว่าตัวเลขงบประมาณสะท้อนต้นทุนใดบ้าง รวมถึงช่วยตอบข้อสงสัยเรื่องราคาที่แตกต่างจากรถ EV ในตลาดทั่วไป
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอรายละเอียดต่อคณะกรรมการกลั่นกรองของกระทรวงการคลัง โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการพิจารณา นายสุริยะยืนยันว่าหน่วยงานมีการจัดทำตารางเปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ไว้แล้ว พร้อมชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณะ
โดยสรุป สุริยะยัน รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดหมื่นล้าน เป็นแนวคิดที่ต้องมองผ่านต้นทุนตลอดอายุโครงการ ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาซื้อเริ่มต้นเท่านั้น แต่การเดินหน้าโครงการควรทำควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากชาวนาอย่างรอบด้าน หากมีการบริหารจัดการที่ดี รถ EV อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้สินค้าเกษตรไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตลาดโลกได้มากขึ้น
ติดตามรายละเอียดการพิจารณางบประมาณและผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้ชาวนาได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่
ที่มา – ‘สุริยะ’ ยัน ของบซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน ประหยัดนับหมื่นล้าน