อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการกิจการตำรวจแห่งชาติ (กกต.) และนักวิชาการด้านการเมือง ได้โพสต์ข้อคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อนายแพทองธาร ชินวัตร หรือที่เรียกกันในวงการการเมืองว่า ‘อิ๊งค์’ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมขัดกับมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค
จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเมืองของนายแพทองธาร โดยไม่เพียงแค่ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังอาจส่งผลถึงความสามารถในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของนายสมชัย ระบุว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามไว้ตอนนี้คือ ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวอาจทำให้เกิดการพ้นจากตำแหน่งในฐานะหัวหน้าพรรคหรือไม่ ซึ่งหากเช็คตามกฎหมายแล้ว คำตอบจะบอกว่า “ใช่”
หลักฐานทางกฎหมาย
ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 15 (11) ได้กำหนดไว้ว่า ข้อบังคับของพรรคการเมืองจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่กรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติตาม โดยให้เทียบเคียงได้กับมาตรฐานจริยธรรมที่ใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเองก็คือมาตรฐานเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อดูตามข้อบังคับพรรคอนุญาตให้เปรียบเทียบได้กับกฎหมายสูงสุดนี้ หมายความว่าหากใครประพฤติตนคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรง แม้จะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค อาจเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งโดยอัตโนมัติ
- กฎหมายพรรคการเมืองระบุถึงมาตรฐานจริยธรรมที่จำเป็นในการดำรงตำแหน่ง
- ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
- ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยมีข้อกำหนดที่อ้างอิงถึงกฎหมายดังกล่าว
นายสมชัยอธิบายต่อไปว่า เมื่อเปิดดูข้อบังคับพรรคเพื่อไทยในราชกิจจา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562 ข้อ 48 วรรคสุดท้าย มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง’ ซึ่งหมายความว่า แนวทางปฏิบัติหรือความประพฤติอันเป็นที่ตั้งใจไม่เสียหายของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งบริหารของพรรค จะถูกเปรียบเทียบกับระเบียบขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
ผลกระทบตามมาจากการกระทำที่ผิดจริยธรรม
ด้วยเหตุนี้ หากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แท้จริง ศาลก็สามารถดำเนินการผ่านเลขาธิการ กกต. เพื่อแจ้งให้พรรคเพื่อไทยทราบว่า หัวหน้าพรรครายนี้ไม่สามารถเข้าเกณฑ์คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งแล้ว และให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการจัดประชุมใหญ่ภายใน 60 วัน เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่มาแทน
สิ่งนี้จึงถูกเรียกว่า แพทองธาร Effects หรือผลสะท้อนที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างภายในพรรค ไม่ใช่แค่ไปหยุดที่ตัวบุคคลเท่านั้น
หากมองในเชิงยาวระยะ การตัดสินเช่นนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการเมืองภายในประเทศ เพราะสถานการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับพรรคอื่นที่มีผู้นำเข้าข่ายของกรณีเดียวกันด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อประชาชนและพรรคการเมืองในการปฏิรูปตัวเองให้อยู่ภายใต้หลักจริยธรรมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
แม้จะยังมีข้อถกเถียงในวงการกฎหมายเกี่ยวกับกรณีของ ‘อิ๊งค์’ แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเมืองไทย ที่ประชาชนต้องได้เห็นผู้นำที่ไม่มีหนี้ทางจริยธรรม การมีกฎหมายที่เข้มงวดร่วมกับการตรวจสอบที่ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด
หากท่านต้องการติดตามข่าวสารการเมืองและข้อมูลด้านนโยบาย อัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิดบนสถานการณ์ไทย ติดตามเราได้ตลอดเวลา
อย่าลืมแชร์บทความนี้ต่อเพื่อให้ทุกคนได้เห็นและเข้าใจถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีจริยธรรมกันดีกว่าครับ
ที่มา – อดีตกกต. ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค