อดีตปลัด มท. แนะผู้มีอำนาจแก้น้ำท่วม
อดีตปลัด มท. แนะผู้มีอำนาจแก้น้ำท่วม ด้วยการกลับมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อม การทำงานตามแผน และการดูแลประชาชนอย่างจริงจัง หลังหลายพื้นที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมและสาธารณภัยมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การคิดค้นวิธีใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่คือการนำแผนที่มีอยู่มาปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด
อดีตปลัด มท. แนะผู้มีอำนาจแก้น้ำท่วม
อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ก่อนเกิดน้ำท่วม หน่วยงานที่รับผิดชอบควรสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด โดยเฉพาะจุดกีดขวางทางน้ำ พื้นที่เสี่ยง และสถานที่ที่สามารถใช้รองรับประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังควรจัดเตรียมเครื่องมือ บุคลากร และเส้นทางช่วยเหลือให้พร้อม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
การซักซ้อมแผนร่วมกับประชาชนก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะชาวบ้านจำเป็นต้องรู้ว่าควรอพยพไปที่ใด ต้องเตรียมสิ่งของจำเป็นอะไรบ้าง และจะติดต่อหน่วยงานใดเมื่อเกิดเหตุ การสื่อสารล่วงหน้าจะช่วยลดความสับสนและทำให้การช่วยเหลือเป็นระบบมากขึ้น
อดีตปลัด มท. แนะผู้มีอำนาจแก้น้ำท่วมด้วยแผนที่ชัดเจน
นายสุทธิพงษ์มองว่า ผู้บริหารระดับสูงต้องสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชน รวมถึงกำกับให้หน่วยงานต่างๆ ประชุมและซักซ้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเริ่มประสานงาน เพราะในช่วงวิกฤตเวลาทุกนาทีมีความหมาย และความล่าช้าอาจส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของประชาชน
- ก่อนเกิดเหตุ: สำรวจพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบเส้นทางน้ำ และเตรียมสถานที่พักพิง
- ระหว่างเกิดเหตุ: จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือ สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และดูแลกลุ่มเปราะบาง
- หลังน้ำลด: เร่งจัดการขยะ น้ำเสีย สุขอนามัย และผลกระทบต่ออาชีพของประชาชน
อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยยังเตือนว่า การบริหารงานไม่ควรให้ความสนใจกับเรื่องเล็กน้อยจนลืมเป้าหมายหลัก หรือทำแต่เรื่องกระพี้จนละเลยเรื่องแก่น หัวใจของการทำงานคือการลดความเดือดร้อนของประชาชนและทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และประชาชนจึงควรร่วมกันเสนอข้อมูลและแนวทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้มีอำนาจนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม
อีกประเด็นที่ต้องเตรียมรับมือคือปัญหาที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม เช่น ขยะจำนวนมาก น้ำเสีย และขยะอันตราย หากไม่มีระบบคัดแยกและกำจัดที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการทันทีเมื่อพบการนำขยะพิษไปทิ้งในพื้นที่ต้องห้าม
สำหรับการโยกย้ายข้าราชการในช่วงเกิดสาธารณภัย นายสุทธิพงษ์เห็นว่า ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบระหว่างเผชิญเหตุอาจทำให้การทำงานสะดุด โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่และชุมชนเป็นอย่างดี หากมีข้อกังวลเรื่องการทำงาน อาจใช้วิธีส่งผู้บังคับบัญชาหรือผู้ตรวจราชการลงไปกำกับ ให้คำปรึกษา และช่วยแก้ปัญหา แทนการเปลี่ยนตัวทันที
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การบริหารราชการในภาวะวิกฤตควรยึดความต่อเนื่อง ความรู้ความสามารถ และประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่มีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องกล้าเข้าไปสนับสนุนและรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่เผชิญปัญหาเพียงลำพัง
กรณีการย้ายข้าราชการในจังหวัดปราจีนบุรีถูกมองว่าเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายกลับมาทบทวนวิธีการบริหารงาน โดยเฉพาะการตัดสินใจในช่วงใกล้เกษียณหรือในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญสถานการณ์สำคัญ แม้ประเด็นต่างๆ จะมีรายละเอียดและมุมมองที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือการเดินหน้าแก้ปัญหา ไม่สร้างความขัดแย้งซ้ำ และร่วมกันทำให้ระบบช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
ข้อเสนอของ อดีตปลัด มท. แนะผู้มีอำนาจแก้น้ำท่วม จึงไม่ได้หมายถึงการทำงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเตือนให้ทุกฝ่ายกลับมาโฟกัสที่ภารกิจหลัก นั่นคือการป้องกันความเสียหาย ลดความเดือดร้อน และดูแลชีวิตของประชาชนอย่างเต็มกำลัง หากทุกหน่วยงานทำตามแผน สื่อสารตรงไปตรงมา และร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็จะรับมือกับน้ำท่วมและภัยพิบัติได้ดีขึ้น
ข้อคิดสำคัญ: การแก้น้ำท่วมไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยลงมือ ผู้มีอำนาจควรเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ และประชาชนสามารถติดตามข้อมูล แจ้งจุดเสี่ยง และร่วมซักซ้อมแผนกับชุมชน เพื่อช่วยลดผลกระทบเมื่อเกิดเหตุจริง
ที่มา – ‘อดีตปลัด มท.’แนะผู้มีอำนาจใส่ใจแก้ปัญหาน้ำท่วม อย่าละเลยทำแต่เรื่องกระพี้จนลืมแก่น