อดีต สว. จี้รัฐบาลแก้เกณฑ์โซลาร์ภาคประชาชน
โซลาร์ภาคประชาชน กำลังได้รับความสนใจจากคนไทยที่ต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10-20 ปี อย่างไรก็ตาม โครงการยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะเงื่อนไขทางการเงิน ขั้นตอนการขออนุญาต และหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจ SME เข้าถึงโครงการได้ยาก
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มองว่า รัฐบาลควรเร่งทบทวนกติกาของโครงการ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่เปิดโอกาสเฉพาะบริษัทพลังงานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อย สตาร์ทอัพ และธุรกิจท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
อดีต สว. จี้รัฐบาลแก้เกณฑ์โซลาร์ภาคประชาชน
ข้อเสนอสำคัญคือการปรับลดภาระหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือภาระผูกพันทางการเงินที่สูงเกินไป เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กจำนวนมากมีความสามารถด้านงานติดตั้งและการดูแลระบบ แต่มีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากพอที่จะวางหลักประกันตามเงื่อนไขปัจจุบัน เมื่อเข้าถึงโครงการไม่ได้ ประชาชนในหลายพื้นที่จึงอาจมีทางเลือกในการใช้บริการน้อยลง และรายได้จากโครงการอาจกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย
นอกจากเรื่องเงินทุนแล้ว ขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ควรได้รับการแก้ไข กระบวนการที่ซับซ้อน ใช้เอกสารจำนวนมาก และต้องรอเป็นเวลานาน อาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องรอการติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบนานขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบ One Stop Service จึงมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ขออนุญาตสามารถติดต่อและติดตามเรื่องต่าง ๆ ได้ในจุดเดียว
อดีต สว. จี้รัฐบาลแก้เกณฑ์โซลาร์ภาคประชาชนให้เข้าถึงง่าย
แนวทางที่ถูกเสนอคือการกำหนดให้การขออนุญาตขนานไฟฟ้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันทำการ หากเอกสารและคุณสมบัติครบถ้วน พร้อมปรับปรุงระบบออนไลน์ให้ใช้งานง่าย มีสถานะแจ้งความคืบหน้า และมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างชัดเจน การลดระยะเวลารอคอยจะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนงานได้ดีขึ้น ลดต้นทุนแฝง และทำให้ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วกว่าเดิม
อีกข้อเสนอหนึ่งคือการแบ่งขนาดโครงการเป็น 3 ระดับ ได้แก่ S, M และ L เพื่อให้การพิจารณาเหมาะสมกับขนาดและความซับซ้อนของงาน โครงการขนาดเล็กอาจใช้หลักเกณฑ์ที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ส่วนโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถกำหนดเงื่อนไขด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย และหลักประกันที่เข้มงวดขึ้นตามความเสี่ยง วิธีนี้จะช่วยให้ผู้รับเหมาท้องถิ่นสามารถรวมกลุ่มกันรับงานที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้
ข้อเสนอเพื่อช่วย SME และผู้ประกอบการท้องถิ่น
เพื่อให้โครงการเติบโตอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานความปลอดภัยหรือปล่อยให้บริษัทใดเข้าร่วมโดยไม่มีการตรวจสอบ แต่ควรออกแบบระบบคัดเลือกที่เปิดกว้างและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากประวัติการทำงาน ทีมวิศวกร ความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า ความพร้อมในการรับประกันผลงาน และความสามารถในการให้บริการหลังการขาย
- กำหนดมาตรฐานกลางสำหรับบริษัทติดตั้งและผู้รับเหมาทุกขนาด
- จัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ตรวจสอบประวัติและผลงานได้
- ปรับรูปแบบหลักทรัพย์ค้ำประกันให้เหมาะกับขนาดโครงการ
- สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ SME และธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงได้จริง
- พัฒนาระบบ One Stop Service ให้ลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติ
- กำหนดมาตรการรับประกันและคุ้มครองผู้บริโภคหลังการติดตั้ง
สำหรับข้อกังวลว่าบริษัทขนาดเล็กอาจให้บริการหลังการขายได้ไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลสามารถสร้างระบบค้ำประกันสัญญา กองทุนคุ้มครองผู้ใช้บริการ หรือกำหนดให้ผู้ประกอบการมีพันธมิตรด้านวิศวกรรมและการซ่อมบำรุงร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังอาจแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ติดตั้ง และผู้ให้บริการบำรุงรักษาอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว
การช่วยเหลือ SME ยังสามารถทำผ่านมาตรการภาษี เช่น การให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยออกแบบเงื่อนไขให้เข้าใจง่าย ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เพิ่มภาระเอกสารจนเกินไป มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน กระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่ และสร้างโอกาสให้ธุรกิจรายย่อยแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น
โซลาร์ภาคประชาชนกับเป้าหมายพลังงานสะอาด
นอกจากประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงการยังมีบทบาทต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ หากประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ประเทศก็จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในบางส่วน และช่วยกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าออกจากระบบขนาดใหญ่ การมีผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมากยังช่วยสร้างความรู้ด้านพลังงานให้กับชุมชน และทำให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการให้ประสบความสำเร็จต้องเดินควบคู่กันทั้งด้านความโปร่งใส มาตรฐานทางวิศวกรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค รัฐบาลควรเปิดเผยหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้า ขั้นตอนอนุมัติ และข้อมูลโครงการอย่างตรวจสอบได้ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก การไฟฟ้า และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้กติกาที่ออกมาใช้งานได้จริง
โดยสรุป ข้อเรียกร้องเรื่อง โซลาร์ภาคประชาชน ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการควบคุมหรือเปิดทางให้ผู้ประกอบการโดยไม่มีมาตรฐาน แต่เป็นการปรับระบบให้สมดุลระหว่างความปลอดภัยกับโอกาสทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลลดขั้นตอน ปรับหลักทรัพย์ค้ำประกัน สนับสนุนสินเชื่อ และเปิดให้ SME เข้าร่วมอย่างเป็นธรรม โครงการนี้จะช่วยทั้งลดค่าไฟ สร้างงาน กระจายรายได้ และเดินหน้าประเทศสู่พลังงานสะอาดได้จริง รัฐบาลจึงควรเร่งแก้กติกาให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงโครงการอย่างเท่าเทียม
ความคิดเห็นส่วนตัวคือ การทำให้โซลาร์เป็นเรื่องของคนทั่วไปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกติกาไม่ซับซ้อนเกินไปและมีระบบคุ้มครองที่น่าเชื่อถือ หากทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันอย่างโปร่งใส โครงการนี้ก็มีโอกาสกลายเป็นต้นแบบการกระจายโอกาสด้านพลังงานสู่ชุมชนทั่วประเทศ
ที่มา – อดีตสว. จี้รัฐบาลแก้เกณฑ์ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ปลดล็อกหลักทรัพย์ค้ำประกัน-ลดขั้นตอน One Stop Service