อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำความจำเป็นจับเสือ ปรับพฤติกรรม
เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยไม่น้อย สำหรับเหตุการณ์สลดที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าต้องจบชีวิตลงจากการถูกเสือโคร่งทำร้ายในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ล่าสุดทาง อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำความจำเป็นจับเสือ ปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม เพราะความกังวลว่าสัตว์ป่าอาจเริ่มเกิดความเคยชินและมองมนุษย์เป็นเหยื่อ
ทำไม อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำความจำเป็นจับเสือ ปรับพฤติกรรม
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการเร่งด่วนในการติดตามเสือโคร่งตัวก่อเหตุ โดยระบุว่าเราต้องเร่งค้นหาว่าเสือตัวไหนที่มีพฤติกรรมผิดธรรมชาติเช่นนี้ การที่ อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำความจำเป็นจับเสือ ปรับพฤติกรรม นั้นไม่ใช่การล่าเพื่อทำร้าย แต่เป็นการจับมาศึกษาและควบคุมพฤติกรรมในกรงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้เสือตัวนั้นเรียนรู้ที่จะออกล่าคนในอนาคต
รายละเอียดการปฏิบัติการและการเยียวยา
- การสืบสวน: เจ้าหน้าที่กำลังเร่งพิสูจน์รอยเท้าและดีเอ็นเอจากจุดเกิดเหตุ โดยคาดว่าเป็นเสือโคร่งโตเต็มวัยอายุ 8-9 ปี
- มาตรการป้องกัน: เพิ่มไฟส่องสว่างในที่พักเจ้าหน้าที่ และจำกัดการเข้าพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- การเยียวยา: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้เตรียมเงินช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้ล่วงลับกว่า 1.3 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ในมุมมองของนักวิชาการสัตว์ป่า พฤติกรรมที่เสือขย้ำคนนั้นถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เพราะโดยธรรมชาติแล้วเสือมักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมนุษย์ การที่สัตว์เริ่มเข้ามาทำร้ายแสดงว่าอาจมีความเคยชินหรือปัจจัยอื่นกระตุ้น การนำเสือมาอยู่ในพื้นที่ควบคุมจึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และจะปรับพฤติกรรมให้สัตว์กลับมามีสัญชาตญาณดั้งเดิมได้อย่างไร
เราขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ และหวังว่ามาตรการของกรมอุทยานฯ จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และสมดุลของผืนป่าไทย
ที่มา – ‘อธิบดีกรมอุทยานฯ’ ย้ำความจำเป็นจับเสือ ‘ปรับพฤติกรรม’ หลังขย้ำกินจนท.ดับ หวั่น’เสือเคยชิน’ทำซ้ำอีก