อธิบดี สกร. วางรากฐานเด็กปฐมวัยพื้นที่ทุรกันดาร

อธิบดี สกร. วางรากฐานเด็กปฐมวัยพื้นที่ทุรกันดาร

การพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่ห่างไกลเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพราะเด็กแต่ละชุมชนมีบริบทชีวิต ภาษา วัฒนธรรม และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. จึงเดินหน้าจัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมุ่งสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับสภาพจริง และช่วยให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสพัฒนาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางดำเนินโครงการ ณ ห้องประชุมพิภพ กาญจนะ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย และคณะทำงานเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งเชื่อมต่อระบบออนไลน์กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ

อธิบดี สกร. วางรากฐานเด็กปฐมวัยพื้นที่ทุรกันดาร ผ่านงานวิจัยเชิงพื้นที่

หัวใจสำคัญของการทำงานคือการเริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของเด็กในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การนำรูปแบบการเรียนรู้เดียวกันไปใช้กับทุกชุมชน โดยเฉพาะศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” หรือ ศศช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ข้อมูลจากจังหวัดนำร่องพบว่า ศูนย์การเรียนรู้บางแห่งมีครูเพียง 1–2 คน แต่ต้องรับผิดชอบผู้เรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ภาระงานลักษณะนี้ทำให้ครูจำเป็นต้องมีเครื่องมือและแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ใช้งานได้จริง และตอบสนองเด็กหลายช่วงวัย

สกร. จึงเตรียมยกระดับโครงการให้เป็น โครงการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยจะเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สภาพแวดล้อมของศูนย์การเรียนรู้ ความพร้อมของครูและผู้ปกครอง ไปจนถึงพัฒนาการของเด็กในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมงานเข้าใจปัญหาที่แท้จริง และสามารถออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กในแต่ละชุมชนได้มากขึ้น

การติดตามพัฒนาการของเด็กจะไม่เน้นการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบระหว่างเด็ก แต่จะมองเห็นความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคนอย่างรอบด้าน ครูและผู้ปกครองจะสามารถร่วมกันสังเกตจุดเด่น ความสนใจ และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แนวทางนี้จะช่วยให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างเคารพความแตกต่าง และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยความสุข

แนวทางสนับสนุนครูและสื่อการเรียนรู้

นอกจากการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แล้ว สกร. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนครูผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพราะครูคือบุคลากรสำคัญที่เชื่อมโยงเด็ก ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจึงควรมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และสามารถปรับใช้กับเด็กหลายระดับในห้องเรียนเดียวกันได้

ด้านสื่อการเรียนรู้ สกร. เตรียมสนับสนุนสื่อที่ใช้งานแบบออฟไลน์ รวมถึงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีแนวคิดนำศิลปะ นิทาน และดนตรีมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจำวัน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กได้จินตนาการ กล้าคิด กล้าสื่อสาร และเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

  • ศิลปะ ช่วยให้เด็กถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสี รูปทรง และผลงานของตนเอง
  • นิทาน ช่วยพัฒนาทักษะภาษา การฟัง การตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงเรื่องราวกับชีวิตประจำวัน
  • ดนตรี ช่วยส่งเสริมจังหวะ การเคลื่อนไหว ความจำ และการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
  • การเล่น เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลอง แก้ปัญหา และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสื่อที่เชื่อมโยงภาษาไทยกับภาษาถิ่น การใช้ภาษาที่เด็กคุ้นเคยจะช่วยให้เด็กเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการให้คุณค่ากับอัตลักษณ์ของชุมชนไปพร้อมกัน ครูอาจใช้คำศัพท์ท้องถิ่น เพลงพื้นบ้าน เรื่องเล่าจากผู้สูงอายุ หรือภูมิปัญญาชาวบ้านมาออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ วิธีนี้จะทำให้บทเรียนใกล้ตัวและมีความหมายกับเด็กมากกว่าการเรียนจากเนื้อหาที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน

ความร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม

โครงการดังกล่าวมีนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดร.แพง ชินพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย นักเขียน และนักดนตรี รวมถึงผู้บริหารและคณะทำงานเข้าร่วม โดยทุกฝ่ายจะร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางให้เหมาะกับพื้นที่นำร่อง

อธิบดี สกร. มอบหมายให้รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั้ง 4 แห่ง เพื่อจัดทำโครงร่างงานวิจัย กำหนดแผนดำเนินงาน และวางแผนลงพื้นที่ติดตามผลอย่างใกล้ชิด การทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลาง จังหวัด ครู ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงรายงาน แต่สามารถนำผลไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ได้จริง

การลงทุนกับเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีความสำคัญ เพราะประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิตส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้ บุคลิกภาพ ความมั่นใจ และความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หากเด็กในพื้นที่ทุรกันดารได้รับการดูแลและส่งเสริมอย่างเหมาะสม พวกเขาจะมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคง และสามารถกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนของตนเอง

ในมุมมองของผู้เขียน การวางรากฐานการเรียนรู้ไม่ควรหมายถึงการเร่งให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วเพียงอย่างเดียว แต่ควรหมายถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กอยากเรียนรู้ กล้าถาม กล้าลอง และเห็นคุณค่าของตนเอง หากทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุนครูและชุมชนอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญของการลดช่องว่างทางการศึกษา และทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผู้ปกครองและชุมชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ด้วยการเล่านิทาน พูดคุยกับเด็ก และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวในทุกวัน

ที่มา – อธิบดีสกร.ผนึกผู้เชี่ยวชาญปฐมวัย วางรากฐานการเรียนรู้เด็กในพื้นที่ทุรกันดาร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *