อนุทินคุย 33 บริษัทสหรัฐฯ ดันไทยสู่อุตสาหกรรมอนาคต
การพบปะระหว่างรัฐบาลไทยกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนภาพใหญ่ของการยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดย อนุทินคุย 33 บริษัทสหรัฐฯ ดันไทยสู่อุตสาหกรรมอนาคต เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแนวทางสร้างความร่วมมือระยะยาว คณะผู้แทนจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน หรือ USABC นำบริษัทชั้นนำจากหลายอุตสาหกรรมเข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล
การหารือครอบคลุมบริษัทจาก 7 กลุ่มธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่ง โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว บริการทางการเงิน สุขภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เนื้อหาการพูดคุยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางอาหาร และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
อนุทินคุย 33 บริษัทสหรัฐฯ ดันไทยสู่อุตสาหกรรมอนาคต
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน การพบกันครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการรับฟังข้อเสนอจากนักลงทุนโดยตรง พร้อมวางแนวทางทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับธุรกิจระดับโลก รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยให้ติดกลุ่ม 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดภายในปี 2030 และก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้คล่องตัวกว่าเดิม ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ นโยบายนี้จะช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและเพิ่มความมั่นใจให้กับบริษัทที่ต้องการตั้งโรงงาน ศูนย์วิจัย หรือสำนักงานในประเทศไทย
อนุทินคุย 33 บริษัทสหรัฐฯ ดันไทยสู่อุตสาหกรรมอนาคต ผ่านการลงทุนใหม่
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนผ่านโครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะของแรงงานกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขึ้น ธุรกิจย่อมต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการบริหารจัดการสมัยใหม่ การพัฒนาคนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยไทยต้องการเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreements แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการดึงดูด
- เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างฐานการผลิตและการวิจัยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
- ปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ภาครัฐ และบริการสาธารณะให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรักษาบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกระดับภูมิภาค
- เกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- สุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุ
ด้านการค้าและการลงทุน ไทยยังเดินหน้าขยายโอกาสผ่านความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ โดยการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR สามารถบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว รัฐบาลไทยยังแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade เพื่อเพิ่มช่องทางให้สินค้าและบริการของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น
สำหรับกลุ่มยานยนต์ ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยืนยันความสนใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน พร้อมสนับสนุนทั้งรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้รัฐบาลพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และเร่งเจรจาความตกลงทางการค้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคชื่นชมการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการปราบปรามสินค้าปลอม ขณะที่กลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินและระบบขนส่งสินค้า รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ในส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีเอไอ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และระบบเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ส่วนกลุ่มการผลิต อาหาร และการเกษตร ให้ความสำคัญกับต้นทุนพลังงาน ความมั่นคงของอาหารและอาหารสัตว์ การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
กลุ่มท่องเที่ยวและบริการทางการเงินเสนอให้ไทยพัฒนาการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศ ส่งเสริมเมืองรอง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับระบบชำระเงินดิจิทัล ขณะที่กลุ่มสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพสนับสนุนการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาค ทั้งด้านการป้องกันโรค วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ การดูแลสังคมสูงวัย และสุขภาพแม่และเด็ก
ภาพรวมของการหารือครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการลงทุนในประเทศไทย หากรัฐบาลสามารถนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปดำเนินการได้จริง ทั้งการลดขั้นตอนราชการ พัฒนาคน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างกติกาที่โปร่งใส ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกได้อย่างมั่นคง การจับมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะเกิดผลชัดเจนที่สุดเมื่อทุกฝ่ายเปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นโครงการลงทุน งานคุณภาพ และนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้คนไทย
มุมมองส่งท้าย: อนาคตเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดึงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แรงงานมีทักษะ และประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามโอกาสจากความร่วมมือครั้งนี้และเตรียมพร้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ตั้งแต่วันนี้
ที่มา – ‘นายกฯอนุทิน’คุย 33 บริษัทเอกชนสหรัฐฯ ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต






