อยุธยาระดมเครื่องสูบ 24 ตัว ลดเสี่ยงน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่ได้รับน้ำจากคลองข้าวเม่าและคลองสาขาที่เชื่อมต่อกับหลายอำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งวางแผนระบายน้ำ เพื่อลดระดับน้ำในคลองและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนริมคลอง พื้นที่เกษตร บ้านเรือน และเส้นทางคมนาคม โดยมีการประสานงานระหว่างจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานชลประทาน และฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

มาตรการสำคัญครั้งนี้คือ อยุธยาระดมเครื่องสูบ 24 ตัว เพื่อเร่งพร่องน้ำจากคลองข้าวเม่าออกไปยังแม่น้ำป่าสัก เจ้าหน้าที่เปิดประตูระบายน้ำหลังวัดกะสังข์ หรือประตูระบายน้ำคลองข้าวเม่า ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเปิดประตูสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้น้ำจากคลองข้าวเม่าไหลเข้าสู่คลองในเขตเทศบาลเมืองอโยธยา จากนั้นจึงใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ผลักดันน้ำออกจากพื้นที่

อยุธยาระดมเครื่องสูบ 24 ตัว เร่งพร่องน้ำคลองข้าวเม่า

การเปิดประตูระบายน้ำและติดตั้งเครื่องสูบมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ พร้อมท่อส่งน้ำจำนวน 16 ท่อในระยะแรก ต่อมาได้เพิ่มเครื่องสูบอีก 8 ตัว รวมเป็น 24 ตัว การเพิ่มกำลังสูบครั้งนี้จะช่วยให้น้ำในคลองข้าวเม่าลดลงได้รวดเร็วขึ้น และช่วยลดปริมาณน้ำที่อาจไหลเข้าท่วมชุมชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากจุดระบายน้ำคลองข้าวเม่าแล้ว ยังมีการสูบน้ำออกที่ประตูระบายน้ำวัดเกาะแก้ว ตำบลกะมัง อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นอีกจุดที่มีบทบาทสำคัญต่อการระบายน้ำในเขตเทศบาลเมืองอโยธยา ผลการดำเนินงานเบื้องต้นพบว่าระดับน้ำในคลองข้าวเม่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณบ้านเรือนริมคลองในพื้นที่อำเภอภาชี อำเภออุทัย และอำเภอพระนครศรีอยุธยาปรับลดลงตามไปด้วย

การทำงานของเครื่องสูบช่วยลดน้ำในพื้นที่เสี่ยง

นายชนะ เดชฐิติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง สำนักชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่า ขณะนี้ประตูระบายน้ำหันตราสามารถสูบน้ำจากคลองข้าวเม่าออกสู่แม่น้ำป่าสักได้ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะเดียวกันยังเดินเครื่องสูบน้ำพร้อมกันอีกหลายจุด ได้แก่ ประตูวัดเกาะแก้วของเทศบาลเมืองอโยธยา ซึ่งมีกำลังสูบประมาณ 6 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจุดของโรจนะที่มีกำลังสูบประมาณ 0.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมกำลังการสูบเบื้องต้นประมาณ 8.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เจ้าหน้าที่ประเมินว่า หากไม่มีฝนตกเพิ่มในพื้นที่ การระบายน้ำจะสามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปริมาณน้ำใหม่ที่จะไหลลงคลองมีน้อยลง อย่างไรก็ตาม การสูบน้ำต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงระดับน้ำทั้งฝั่งคลอง พื้นที่ชุมชน และพื้นที่ปลายทาง เพื่อไม่ให้การเร่งระบายน้ำสร้างผลกระทบต่อประชาชนในจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป

ประเมินผลกระทบก่อนเร่งระบายน้ำ

นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า คลองข้าวเม่ารับน้ำจากหลายอำเภอ จึงจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกจากระบบโดยใช้เครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำอย่างเหมาะสม การเพิ่มจำนวนเครื่องสูบจากเดิมที่ติดตั้งไว้เป็น 16 ตัว ให้เป็น 24 ตัว จะช่วยเพิ่มความเร็วในการพร่องน้ำ และลดระยะเวลาที่น้ำจะคงอยู่ในพื้นที่ชุมชน

จังหวัดยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุล โดยประเมินผลกระทบก่อนเปิดประตูระบายน้ำหรือเพิ่มกำลังสูบทุกครั้ง เพราะการระบายน้ำอย่างรวดเร็วเกินไปอาจส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะเดียวกัน หากระบายช้าเกินไปก็อาจทำให้ระดับน้ำในชุมชนและพื้นที่เกษตรสูงขึ้น ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องติดตามระดับน้ำ สภาพอากาศ และปริมาณฝนแบบต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

การปฏิบัติงานครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม ทั้งผู้บริหารจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองผู้ว่าราชการจังหวัด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ เทศบาลเมืองอโยธยา และองค์การบริหารส่วนตำบลธนู การทำงานร่วมกันช่วยให้การจัดสรรเครื่องจักร การควบคุมประตูระบายน้ำ และการสื่อสารกับประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ประชาชนควรเตรียมตัวรับสถานการณ์น้ำ

แม้ระดับน้ำในคลองข้าวเม่าจะเริ่มลดลง แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองยังควรติดตามประกาศจากจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากพื้นที่อื่น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและทำให้ครอบครัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น

  • ยกสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเอกสารสำคัญขึ้นไว้ในที่สูง
  • ตรวจสอบเส้นทางเข้าออกบ้านและเส้นทางไปยังจุดปลอดภัย
  • เตรียมน้ำดื่ม อาหาร ยาสามัญประจำบ้าน และอุปกรณ์จำเป็น
  • ติดตามประกาศเรื่องระดับน้ำและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • แจ้งข้อมูลจุดเสี่ยงหรือความเสียหายให้หน่วยงานในพื้นที่ทราบโดยเร็ว

สำหรับภาคเกษตรกร ควรตรวจสอบคันกั้นน้ำ ทางระบายน้ำ และเครื่องมือทางการเกษตร หากพบจุดที่มีน้ำไหลผ่านผิดปกติควรรีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้เข้าตรวจสอบและแก้ไขได้ทันเวลา ส่วนผู้ใช้รถควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือกระแสน้ำไหลแรง เพราะอาจทำให้รถเสียการควบคุมและเป็นอันตรายต่อชีวิต

การที่ อยุธยาระดมเครื่องสูบ 24 ตัว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทุกฝ่ายในการลดระดับน้ำคลองข้าวเม่าและป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยง มาตรการดังกล่าวจะเกิดผลได้ดีเมื่อทำควบคู่กับการติดตามสภาพอากาศ การบริหารประตูน้ำอย่างเป็นระบบ และการแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างโปร่งใส ประชาชนจึงควรร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และเตรียมความพร้อมไว้เสมอ เพื่อช่วยลดความเสียหายจากสถานการณ์น้ำในระยะต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การเร่งระบายน้ำครั้งนี้เป็นมาตรการที่จำเป็นและควรเดินหน้าควบคู่กับการวางแผนระยะยาว ทั้งการปรับปรุงคลอง การเพิ่มจุดสูบน้ำ และการจัดทำระบบแจ้งเตือนที่เข้าถึงชุมชน หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อยุธยาจะสามารถรับมือกับความเสี่ยงน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่มา – อยุธยาระดมเครื่องสูบ 24 ตัว เร่งพร่องน้ำคลองข้าวเม่า หวังลดท่วมพื้นที่เสี่ยง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *