อย่ามัวแต่กรี๊ด! แพทย์แนะวิธีช่วยชีวิตหลังวัยรุ่นไทยใหญ่ฟันมือเด็กขาด จี้เปิดหน้าชื่อคนร้าย
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวดราม่าเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ในพื้นที่ชายแดนที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีพฤติกรรมรุนแรง จนทำร้ายร่างกายเด็กหญิงรายหนึ่งถึงขั้นฟันมือขาด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นช็อกโลกและสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้ความรุนแรงอย่างโหดร้ายต่อเด็กที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้
แต่หลังจากความโกลาหลให้สงบลง คำถามที่ควรได้รับการตอบกลับคือ “เราจะช่วยชีวิตส่วนที่ขาดไปได้หรือไม่?” ในเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมประสาทได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ วิธีการ “ต่อมือ” แบบจุลศัลยกรรม ซึ่งหากทำได้ทันท่วงทีและถูกต้อง ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างใกล้เคียงกับปกติอีกครั้ง
อย่ามัวแต่กรี๊ด! แพทย์แนะวิธีช่วยชีวิตหลังวัยรุ่นไทยใหญ่ฟันมือเด็กขาด จี้เปิดหน้าชื่อคนร้าย
ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือการเก็บ “ชิ้นส่วนที่ขาด” นั้นอย่างถูกต้อง โดยต้องใช้ ถุงพลาสติกสะอาด เก็บไว้แล้ววางบนน้ำแข็ง โดยไม่ให้สัมผัสกับน้ำแข็งโดยตรง การใช้ถุงพลาสติกและเก็บมือไว้ในสภาพเย็นจะช่วย ยืดเวลาให้เซลล์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ยาวขึ้น ถ้าเก็บไว้ทันเวลาช่วง 12-24 ชั่วโมง มือของเด็กยังสามารถนำไปต่อได้
เทคนิคการต่อมือที่ละเอียดและปลอดภัย
ขั้นตอนการต่อมือด้วยจุลศัลยกรรมเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูง เพราะต้องซ่อมแซมทั้ง กระดูก เส้นเอ็น เส้นประสาท และหลอดเลือดอย่างละเอียด ให้กลับมาเชื่อมต่อกันจนกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
- ทำความสะอาดบริเวณแผล
- ยึดกระดูกด้วยลวดหรือแผ่นเหล็ก
- ต่อเส้นเอ็นและเส้นประสาท
- ต่อหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ
- ปิดแผลและเฝ้าระวัง
เวลาที่เซลล์ขาดเลือด (Ischemia time) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอกาสในการรอดของอวัยวะลดลง แขนส่วนบนสามารถอยู่ได้ 6-8 ชั่วโมง เมื่อเก็บในสภาวะเย็น ในขณะที่นิ้วมือสามารถอยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมง ขึ้นกับรูปแบบการบาดเจ็บ ลักษณะของบาดแผล เช่น มีดคมเฉือนจะทำให้ต่อสำเร็จง่ายกว่าถูกบี้หรือฉีกขาด
ข้อมูลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าอัตราการรอดของการต่อมืออยู่ที่ประมาณ 70-95% ถ้ารีบเข้ารับการรักษาทันท่วงที แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวคือ การฟื้นฟูสมรรถภาพที่ต้องใช้เวลานาน ตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงปี ขึ้นกับระยะทางที่ต้องซ่อมแซมของเส้นประสาท
อย่ามัวแต่กรี๊ด! แพทย์แนะวิธีช่วยชีวิตหลังวัยรุ่นไทยใหญ่ฟันมือเด็กขาด จี้เปิดหน้าชื่อคนร้าย
ด้านพฤติกรรมของผู้กระทำนั้น แพทย์ยังร่วมเห็นด้วยกับประชาชนทั่วไป ว่า ควรเปิดเผยชื่อ-หน้า เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสังคม เพราะการปิดบังอาจนำไปสู่การที่พวกพวกเขา “กลับมาอีก” ซึ่งอาจสร้างอันตรายที่รุนแรงยิ่งกว่า
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง“ยีน MAOA” ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมก้าวร้าว เป็นหนึ่งในปัจจัยทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ทำให้บุคคลมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงได้โดยไม่มีความรู้สึกผิด
แต่ในทุกกรณี ไม่ว่าจะด้วยสิ่งแวดล้อม หรือพันธุกรรม สังคมเรายังมีบทบาทสำคัญในการจัดการและป้องกันพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนตั้งแต่ยังเล็กเกี่ยวกับสิทธิ และการปฏิบัติตนเป็นมนุษย์
หากคุณพบเห็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใกล้ตัว หรือเห็นผู้อื่นถูกทำร้ายอย่าลังเล ลุกขึ้นช่วย หรืออย่างน้อยให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ที่ถูกต้องจะสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นให้กลับมาได้อีกครั้ง สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เราทุกคนควรร่วมมือกันแก้ไข
ที่มา – อย่ามัวแต่กรี๊ด!แพทย์แนะวิธีช่วยชีวิตหลังวัยรุ่นไทยใหญ่ฟันมือเด็กขาด จี้เปิดหน้าชื่อคนร้าย