อย่าเพิ่งตัดสิน! กกต. ไขข้อสงสัยปมรายชื่อคดีฮั้วสว.

ประเด็นรายชื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือบุคคลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการสืบสวนไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เพราะหลายคนอาจเข้าใจทันทีว่าผู้ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารต้องเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ในความเป็นจริง กระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหลายขั้นตอน และแต่ละสถานะมีความหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กกต. จึงออกเอกสารข่าวเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมขอให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูล โดยเฉพาะกรณีที่มีการเผยแพร่รายชื่อบุคคลในสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือก สว. เพราะการมีชื่ออยู่ในเอกสารไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ถูกร้อง หรือเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมายเสมอไป

อย่าเพิ่งตัดสิน! กกต. ไขข้อสงสัยปมรายชื่อคดีฮั้วสว.

หัวใจสำคัญของการชี้แจงครั้งนี้ คือการแยกแยะสถานะของบุคคลในกระบวนการสืบสวนและไต่สวนให้ถูกต้อง โดย กกต. อ้างอิงระเบียบว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 รวมถึงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2566 ระเบียบดังกล่าวกำหนดขั้นตอนและสิทธิของผู้เกี่ยวข้องไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้

อย่าเพิ่งตัดสิน! กกต. ไขข้อสงสัยปมรายชื่อคดีฮั้วสว. ก่อนแชร์ข้อมูล

1. มีชื่อปรากฏในสำนวน ไม่ได้แปลว่าผิด

การมีชื่อปรากฏในสำนวน หมายถึงชื่อของบุคคลนั้นอยู่ในข้อมูล เอกสาร ข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ชื่ออาจปรากฏในฐานะผู้ที่ถูกกล่าวถึง ผู้ให้ข้อมูล บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ หรือบุคคลที่มีข้อมูลบางอย่างเชื่อมโยงกับประเด็นที่กำลังพิจารณาเท่านั้น สถานะดังกล่าวยังไม่ใช่การตั้งข้อกล่าวหา และยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด

ในหลายกรณี สำนวนอาจมีเอกสารจำนวนมากและรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องบันทึกชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อประกอบการตรวจสอบ การปรากฏชื่อในช่วงแรกอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรวบรวมข้อเท็จจริง ไม่ควรถูกนำไปตีความเกินกว่าข้อมูลที่มีอยู่จริง การนำเสนอข่าวจึงควรระบุสถานะให้ชัดเจน และหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ทำให้สังคมเข้าใจว่าบุคคลนั้นถูกพิพากษาหรือมีความผิดแล้ว

2. ผู้ถูกร้องคือสถานะในกระบวนการตรวจสอบ

ผู้ถูกร้อง หมายถึงบุคคลที่มีผู้ยื่นคำร้องกล่าวหาว่าอาจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. เมื่อมีการรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการ บุคคลนั้นอาจถูกกำหนดสถานะเป็นผู้ถูกร้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสาร และพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ผู้ถูกร้อง” เป็นเพียงสถานะทางกระบวนการ ไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลนั้นกระทำผิด การตรวจสอบจะต้องดำเนินไปตามขั้นตอน และผู้ถูกร้องยังมีสิทธิได้รับความเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในการชี้แจงข้อเท็จจริงและนำหลักฐานมาสนับสนุนคำอธิบายของตนเอง ดังนั้น การรายงานข่าวควรใช้ถ้อยคำอย่างรอบคอบ ไม่ควรใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน

3. หากข้อกล่าวหาไม่มีมูล อาจยุติเรื่องได้

หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล หรือไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา กกต. สามารถยุติเรื่องหรือยกคำร้องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลนั้น ขั้นตอนนี้สะท้อนว่าการรับเรื่องหรือการปรากฏชื่อในเอกสารไม่ได้หมายความว่าเรื่องดังกล่าวจะต้องนำไปสู่การดำเนินคดีหรือการลงโทษเสมอไป

การพิจารณาว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่กระแสข่าว การคาดเดา หรือความเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรอผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง

4. การแจ้งข้อกล่าวหาเปิดโอกาสให้ชี้แจง

การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นเมื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องอาจกระทำความผิด ตามระเบียบฯ ข้อ 54 กกต. ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกร้องรับทราบ พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นใช้สิทธิชี้แจง แสดงพยานหลักฐาน หักล้าง หรือโต้แย้งข้อกล่าวหาได้

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญต่อความเป็นธรรม เพราะผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับทราบว่าถูกกล่าวหาเรื่องใด มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานส่วนใดที่เกี่ยวข้อง และสามารถเสนอข้อมูลในมุมของตนเองได้ การแจ้งข้อกล่าวหาจึงยังไม่ใช่การตัดสินว่าบุคคลนั้นมีความผิด แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการตรวจสอบเพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

  • มีชื่อในสำนวน คือมีชื่ออยู่ในข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ถูกร้อง คือบุคคลที่มีผู้ยื่นคำร้องกล่าวหาและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
  • การแจ้งข้อกล่าวหา คือขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจงและแสดงหลักฐาน
  • การมีชื่อในเอกสารหรือการเป็นผู้ถูกร้อง ยังไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลนั้นกระทำผิด
  • หากตรวจสอบแล้วไม่มีมูล กกต. สามารถยุติเรื่องหรือยกคำร้องได้

กรณีที่เป็นที่มาของการชี้แจงครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย และ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ซึ่งได้ยื่นหนังสือขอความชัดเจน หลังพบว่ามีชื่ออยู่ในเอกสารข่าวของ กกต. ที่เปิดเผยมติสำนวนไต่สวนการเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 เมื่อวันที่ 14 กันยายน โดยบุคคลทั้งสองอยู่ในสำนวนไต่สวนที่แยกจากสำนวนหลัก และ กกต. มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง

เหตุการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นว่า การมีชื่ออยู่ในสำนวนกับการถูกชี้ว่ากระทำผิดเป็นคนละเรื่องกันอย่างชัดเจน การอ่านข่าวให้ครบทั้งบริบทจึงมีความสำคัญมากกว่าการเห็นเพียงรายชื่อหรือพาดหัวข่าวสั้น ๆ เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะ ขั้นตอน และผลการพิจารณาอาจเปลี่ยนความเข้าใจของผู้อ่านได้อย่างมาก

อย่าเพิ่งตัดสิน! กกต. ไขข้อสงสัยปมรายชื่อคดีฮั้วสว. ด้วยการอธิบายสถานะของบุคคลแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มา อ่านข้อมูลให้ครบ และแยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็นก่อนส่งต่อข่าวสาร ความรอบคอบของทุกคนจะช่วยลดการตีตรา ป้องกันความเข้าใจผิด และทำให้สังคมเคารพกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น

ที่มา – อย่าเพิ่งตัดสิน! กกต. ไขข้อสงสัยปมรายชื่อคดีฮั้วสว.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *