อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ แจ้งความเท็จ: แจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา

คณะพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เดินทางเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องขังในคดีฉ้อโกงประชาชน โดยคดีใหม่นี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแจ้งความเท็จกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา รวมถึงข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับอดีตนายตำรวจระดับสูงและประเด็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ แจ้งความเท็จ และถูกแจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา

ตามรายงานระบุว่า เหตุการณ์เริ่มต้นจากวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เมื่อนายอัจฉริยะเดินทางไปแจ้งความที่ สน.นางเลิ้ง เพื่อดำเนินคดีกับอดีตผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 หรืออดีต พล.ต.ต. รายหนึ่ง โดยกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมนำเอกสารมาอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งระบุว่ามีการส่งมอบเงินบริเวณหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง

หลังจากนั้น นายอัจฉริยะยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณด้านหน้า สน.นางเลิ้ง ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่และกลายเป็นประเด็นสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก กลับพบข้อสงสัยเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจและรายละเอียดของเหตุการณ์หลายส่วน

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ แจ้งความเท็จ จากปมหนังสือมอบอำนาจ

ผลการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นพบว่า หนังสือมอบอำนาจที่ใช้ประกอบการแจ้งความอาจเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มอบอำนาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง และภายหลังเมื่อทราบข่าว ได้ให้ญาติเข้าแจ้งความยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว

ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือความไม่สอดคล้องของช่วงเวลา โดยมีการกล่าวอ้างว่าเหตุส่งมอบเงินเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2568 แต่หนังสือมอบอำนาจกลับจัดทำขึ้นในเดือนเมษายน 2569 และถูกนำไปใช้แจ้งความในเดือนสิงหาคม 2569 ระยะเวลาที่ห่างกันมากทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลและเอกสารที่นำมาใช้มีความผิดปกติหรือไม่

ผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่ามีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้ต้องได้รับโทษทางอาญา รวมถึงการปลอมและใช้เอกสารปลอม ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิ์ต่อสู้คดีและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล

ประเด็นสำคัญของคดีที่ประชาชนควรรู้

  • การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม: พนักงานสอบสวนเข้าแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำ เนื่องจากนายอัจฉริยะถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีอื่นและไม่ได้รับการประกันตัว
  • เอกสารมอบอำนาจ: เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มา ลายมือชื่อ และช่วงเวลาของเอกสารที่นำไปใช้แจ้งความ
  • ความผิดเกี่ยวกับการแจ้งความ: หากพิสูจน์ได้ว่ามีการแจ้งข้อความเท็จเพื่อให้ผู้อื่นได้รับโทษ ผู้กระทำอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย
  • สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา: นายอัจฉริยะให้การปฏิเสธ และยังสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องเอกสารและการแจ้งความแล้ว รายงานยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่นายอัจฉริยะและผู้ติดตามเดินทางไปพบญาติของผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้มอบอำนาจ โดยมีการพูดคุยในลักษณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการกดดันหรือคุกคาม ต่อมาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน เกิดเหตุคนร้ายปาหินใส่บ้านนายอัจฉริยะ และตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุรวมถึงผู้รับงานได้

ข้อมูลจากการสอบสวนระบุว่า ผู้ว่าจ้างอาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่นายอัจฉริยะอ้างว่าเป็นผู้มอบอำนาจ จึงเกิดการโต้เถียงกันผ่านทางโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดจำเป็นต้องตรวจสอบจากพยานหลักฐานและคำให้การของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการสรุปข้อเท็จจริงก่อนที่คดีจะสิ้นสุด

สำหรับแนวทางดำเนินคดีหลังจากแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนอาจอายัดตัวนายอัจฉริยะเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป หากมีหลักฐานเพียงพอ อาจมีการส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา และหากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง คดีก็จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลในลำดับถัดไป

มุมมองต่อคดีอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การนำข้อมูล เอกสาร หรือข้อกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เอกสารทุกฉบับควรมีที่มาชัดเจน ตรวจสอบได้ และต้องได้รับความยินยอมจากผู้เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การแจ้งความโดยอาศัยข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิของบุคคลอื่น รวมถึงทำให้ผู้แจ้งต้องเผชิญความรับผิดทางกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน สังคมควรติดตามคดีด้วยวิจารณญาณ ไม่ด่วนตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือถูกจากการนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียว เพราะข้อกล่าวหายังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ทุกฝ่ายมีสิทธิ์นำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล และศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงตามกฎหมายอย่างเป็นกลาง

ท้ายที่สุด คดีอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ แจ้งความเท็จ จะมีความคืบหน้าอย่างไร ต้องติดตามผลการสอบสวน ความเห็นของพนักงานอัยการ และคำสั่งของศาลต่อไป ผู้อ่านควรตรวจสอบข่าวจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมข่าวสารที่รอบคอบและเป็นธรรม

ที่มา – บุกคุกแจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา ‘อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์’ ใช้เอกสารปลอม-แจ้งความเท็จ กุเรื่องแจ้งจับอดีตผบก.สส.ภ.2

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *