อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น
อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”
ในสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียด อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่ากระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่านได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการกลับมาใช้มติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เคยถูกยกเลิกไปแล้วนั้น ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีกฎหมายรองรับ รัฐบาลเตหะรานเรียกร้องให้ทุกประเทศงดเว้นจากการรับรองมาตรการที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมายนี้
อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”
นอกจากนี้ แถลงการณ์จากรัฐบาลอิหร่านยังเน้นย้ำถึงการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศด้วยความแน่วแน่ โดยเตือนฝ่ายต่างๆ ว่าการกระทำที่มุ่งร้ายต่อสิทธิและผลประโยชน์ของชาวอิหร่าน จะต้องเผชิญกับมาตรการการตอบโต้ที่เด็ดขาดและเหมาะสม คำเตือนนี้แม้จะไม่เจาะจงฝ่ายใด แต่ชัดเจนว่าหมายถึงนานาประเทศตะวันตกที่ผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูมติคว่ำบาตร
ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐ ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านเจรจาร่วมกันโดยตรง และขอความร่วมมือจากสมาชิกยูเอ็นทุกประเทศในการใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันให้คณะผู้ปกครองของอิหร่านหวนกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ยืนยันว่าจะยังคงดำเนินการตามแนวทางการทูตต่อไป เพื่อป้องปรามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง
ผลกระทบจากการฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็นต่ออิหร่าน
ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็นที่มีต่ออิหร่านกลับมามีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากความพยายามในนาทีสุดท้ายที่นำโดยจีนและรัสเซีย เพื่อขอชะลอการดำเนินการดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงสี่เสียง จากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันศุกร์
ก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ยื่นหนังสือต่อยูเอ็นเอสซีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวหาอิหร่านว่าไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ส่งผลให้เกิดการกำหนดกรอบระยะเวลา 30 วันในการหาทางออกทางการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร
สำหรับมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านต้องเผชิญอีกครั้งนั้น รวมถึงการห้ามค้าอาวุธ การห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การห้ามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธที่มีศักยภาพในการนำส่งอาวุธนิวเคลียร์ การอายัดทรัพย์สินและคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานของอิหร่าน รวมถึงนานาประเทศสามารถตรวจสอบสินค้าบรรทุกของสายการบินอิหร่านแอร์และสายการเดินเรืออิหร่าน
ประเด็นอิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเคยถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2561 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่านอย่างหนัก อิหร่านมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ชาติตะวันตกยืนยันว่าเป็นเพื่อความมั่นคงโลก
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การฟื้นมติคว่ำบาตรนี้อาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่าน เช่น การเพิ่มอัตราการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือการกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางย่ำแย่ลง นอกจากนี้ ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนสินค้าจำเป็นและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
- ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: มาตรการคว่ำบาตรทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง ส่งผลให้รายได้รัฐบาลลดฮวบ
- ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร
- ทางออกที่เป็นไปได้: การเจรจาทางการทูตใหม่เพื่อฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์
สุดท้ายแล้ว อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการทูตที่สมดุล หากนานาประเทศสามารถหาทางออกที่ยั่งยืนได้ สถานการณ์โลกจะสงบสุขมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน
ที่มา – อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”