อียูเพิ่มใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี
สหภาพยุโรป หรืออียู เดินหน้าสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ด้วยการเพิ่มใบอนุญาตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ฟรีในช่วงปี 2569-2573 แผนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจยุโรป ควบคู่ไปกับการผลักดันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยประเทศสมาชิกอียูเห็นชอบต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป หรืออีซี ซึ่งจะเพิ่มใบอนุญาตฟรีอีก 121 ล้านใบให้แก่อุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอียู หรืออีทีเอส เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ใช้ควบคุมมลพิษจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมหนักจะต้องซื้อใบอนุญาตตามปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา ยิ่งปล่อยมลพิษมากก็ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
อียูเพิ่มใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี
ภายใต้ข้อเสนอใหม่ อียูจะจัดสรรใบอนุญาตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ฟรีเพิ่มเติมในช่วงเวลา 5 ปี โดยพิจารณาจากข้อมูลการผลิตความร้อนและการใช้เชื้อเพลิงของโรงงานต่าง ๆ การคำนวณของสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า มาตรการนี้อาจช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายด้านคาร์บอนได้ประมาณ 8,250 ล้านยูโร หรือราว 315,900 ล้านบาท
จำนวนใบอนุญาตที่เพิ่มขึ้นยังมากกว่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอไว้ในระยะแรก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากและมีการแข่งขันกับผู้ผลิตจากประเทศนอกยุโรป ซึ่งอาจยังไม่มีต้นทุนด้านการปล่อยก๊าซในระดับเดียวกัน
เหตุผลที่อียูเพิ่มใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี
เหตุผลสำคัญของมาตรการนี้คือการป้องกันไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมในยุโรปสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากบริษัทในอียูต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนสูงกว่าคู่แข่งจากต่างประเทศ ต้นทุนดังกล่าวอาจสะท้อนผ่านราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น หรือทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมผ่อนคลายกว่า ปรากฏการณ์นี้เรียกกันว่า การรั่วไหลของคาร์บอน
การมอบสิทธิปล่อยฟรีจึงทำหน้าที่เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะได้รับสิทธิอย่างไม่มีเงื่อนไขตลอดไป เพราะอีทีเอสยังคงมีเป้าหมายลดจำนวนใบอนุญาตฟรีลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อภาคธุรกิจมีความพร้อมมากขึ้น บริษัทจะต้องรับผิดชอบต้นทุนการปล่อยมลพิษมากขึ้นตามลำดับ
- ผู้ผลิตสารเคมี: ได้รับความช่วยเหลือจากต้นทุนพลังงานและกระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนสูง
- บริษัทแปรรูปโลหะ: ลดภาระค่าใช้จ่ายจากการผลิตที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก
- ผู้ผลิตเซรามิกและแก้ว: ได้รับสิทธิจากการใช้เตาเผาและเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต
- อุตสาหกรรมหนัก: มีเวลาปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอนมากขึ้น
แม้ อียูเพิ่มใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี จะช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ แต่ก็มีคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ นักสิ่งแวดล้อมบางส่วนอาจมองว่าการเพิ่มใบอนุญาตฟรีทำให้แรงจูงใจในการลดการปล่อยมลพิษลดลง หากบริษัทสามารถปล่อยก๊าซได้โดยไม่ต้องจ่ายต้นทุนเต็มจำนวน การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนมาตรการมองว่า การช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน การใช้ไฮโดรเจนสีเขียว เตาเผาประสิทธิภาพสูง และการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีต้นทุนสูงและอาจไม่พร้อมใช้งานในทุกภาคการผลิตทันที
นอกจากนี้ ใบอนุญาตฟรียังช่วยให้ยุโรปเดินหน้ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทำให้โรงงานจำนวนมากต้องหยุดกิจการในเวลาเดียวกัน หากธุรกิจสามารถรักษาการผลิตและการจ้างงานไว้ได้ ก็จะมีโอกาสนำรายได้ไปลงทุนในเครื่องจักรและระบบพลังงานที่ปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดเงื่อนไขให้สิทธิประโยชน์เหล่านี้นำไปสู่การปรับตัวจริง ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทเท่านั้น
ขั้นตอนต่อไปของนโยบายอีทีเอส
หลังจากประเทศสมาชิกอียูสนับสนุนข้อเสนอแล้ว จะต้องมีการเจรจากับรัฐสภายุโรปเกี่ยวกับกฎระเบียบขั้นสุดท้าย รวมถึงการหารือเรื่องการปฏิรูประบบอีทีเอสในวงกว้าง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงภายในปี 2570 กระบวนการดังกล่าวอาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีคำนวณสิทธิ การจัดสรรให้แต่ละอุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่บริษัทต้องปฏิบัติตาม
สิ่งที่ต้องติดตามคือ อียูจะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองอุตสาหกรรมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด หากออกแบบระบบได้เหมาะสม ใบอนุญาตฟรีอาจเป็นสะพานเชื่อมให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว ขณะเดียวกันก็ยังคงเดินหน้าเป้าหมายลดคาร์บอน แต่หากมีการจัดสรรมากเกินไปหรือขาดการตรวจสอบ ก็อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวล่าช้า
สำหรับภาคธุรกิจ มาตรการนี้เป็นโอกาสในการวางแผนต้นทุนและลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ บริษัทควรติดตามกฎเกณฑ์ใหม่ ประเมินการใช้เชื้อเพลิงของโรงงาน และเตรียมแผนลดการปล่อยก๊าซตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะในอนาคตจำนวนใบอนุญาตฟรีมีแนวโน้มลดลงตามเป้าหมายของอีทีเอส ส่วนผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายก็ควรติดตามว่าผลประโยชน์จากมาตรการนี้ส่งต่อไปยังการลดมลพิษและการรักษาการจ้างงานได้จริงหรือไม่
โดยสรุป อียูเพิ่มใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมรับมือกับต้นทุนคาร์บอนและการแข่งขันระหว่างประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน มาตรการนี้อาจช่วยพยุงธุรกิจได้ในระยะสั้น แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการนำสิทธิประโยชน์ไปใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดอย่างจริงจัง ผู้อ่านควรติดตามการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิกกับรัฐสภายุโรป เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมและนโยบายสภาพภูมิอากาศของยุโรปในระยะยาว
ที่มา – อียูสนับสนุนแผนเพิ่มใบอนุญาต “ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ฟรี” ให้อุตสาหกรรม