อุทยานพีพีดำเนินคดีนักท่องเที่ยวฝ่าฝืนลงน้ำฉลามครีบดำ

โลกโซเชียลช่วงนี้ร้อนฉ่าไปด้วยคลิปนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่กล้าลงเล่นน้ำทะเลบริเวณอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ ท่ามกลางฝูงฉลามครีบดำนับร้อยตัว แถมยังมีท่าทีไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีก สร้างความขยะแขยงให้ชาวเน็ตเป็นอย่างมาก แต่ทราบหรือไม่ว่าเรื่องนี้จบลงแล้วด้วยการถูกดำเนินคดีเรียบร้อย

อุทยานพีพีดำเนินคดีนักท่องเที่ยวฝ่าฝืนลงน้ำฉลามครีบดำ

ล่าสุดวันที่ 20 เมษายน 2567 นายแสงสุรี ซองทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์กระจาย จากการตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลาประมาณ 12.00 น. บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ พพ.5 (อ่าวมาหยา)

นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส 2 คน ได้ฝ่าฝืนลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ประกาศห้ามอย่างชัดเจน การกระทำนี้เข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 20 ซึ่งกำหนดให้ผู้เข้าไปในอุทยานต้องปฏิบัติตามระเบียบ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตามมาตรา 47 ไม่เกิน 100,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับทั้งคู่ทันที คดีเลขที่ 64/2567 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567

อ่าวมาหยา: พื้นที่ฟื้นฟูที่ประสบความสำเร็จ

อ่าวมาหยาไม่ได้เป็นแค่อ่าวสวยงามที่เคยเป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Beach ของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างชัดเจนของการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ ปิดพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2561 เป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็ม ก่อนเปิดใหม่ในปี 2565 ด้วยมาตรการเข้มงวด เช่น จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 250 คนต่อวัน และกำหนดโซนห้ามลงเล่นน้ำเพื่อปกป้องทรัพยากร

ผลจากการฟื้นฟูเห็นได้ชัดเจน น้ำทะเลใสแจ๋ว แนวปะการังฟื้นตัว สัตว์ทะเลหลากหลายกลับคืนสู่ถิ่น โดยเฉพาะฉลามครีบดำ (Blacktip Reef Shark) ที่ใช้บริเวณหน้าหาดเป็นแหล่งอนุบาลลูกฉลามตามธรรมชาติ การสำรวจล่าสุดภายใต้โครงการ Shark Watch Project โดยศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน 2567 พบฉลามครีบดำสูงสุดถึง 128 ตัว ลูกฉลามรวมฝูง 24-25 ตัว และฉลามโตเต็มวัย 19-25 ตัว สังเกตเห็นใกล้ชายฝั่งในช่วงเช้าที่ไม่มีมนุษย์รบกวน นี่คือสัญญาณว่าประชากรฉลามวัยอ่อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลที่ห้ามลงเล่นน้ำและความสำคัญของฉลามครีบดำ

ทำไมอุทยานพีพีถึงเข้มงวดขนาดนี้? เพราะอ่าวมาหยาเป็นแหล่งอนุบาลสำคัญของฉลามครีบดำ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก้าวร้าวต่อมนุษย์ แต่การรบกวนจากนักท่องเที่ยวอาจทำให้แม่ฉลามเครียด ไม่ยอมนำลูกมาอนุบาล ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

  • ปกป้องลูกฉลาม: พื้นที่ตื้นเป็น nursery ground ที่ปลอดภัย
  • ฟื้นฟูแนวปะการัง: ลดการเหยียบย่ำและครีมกันแดดที่เป็นพิษ
  • รักษาความสมดุลนิเวศ: ฉลามช่วยควบคุมประชากรปลาเล็ก
  • ยั่งยืนการท่องเที่ยว: ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ก่อนปิดฟื้นฟู อ่าวมาหยารับนักท่องเที่ยววันละหลายพันคน ส่งผลให้ปะการังเสียหายหนัก ปลาหายไปกว่า 80% แต่หลังฟื้นฟู ปลากลับมาเพิ่ม 4 เท่า ปะการังฟื้นตัวกว่า 50% ข้อมูลเหล่านี้มาจากการสำรวจของกรมอุทยานฯ

บทเรียนจากอุทยานพีพีดำเนินคดีนักท่องเที่ยวฝ่าฝืนลงน้ำฉลามครีบดำ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปรับเงิน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่านักท่องเที่ยวต้องเคารพกฎระเบียบ แม้จะตื่นเต้นแค่ไหนก็ตาม ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสวยงามมากมาย แต่หากไม่ช่วยกันรักษา วันหนึ่งอาจสูญเสียไปตลอดกาล

เชิญชวนทุกท่านที่วางแผนไปพีพีหรืออ่าวมาหยา โปรดศึกษากฎล่วงหน้า จองตั๋วล่วงหน้า และสนุกแบบไม่ทำลายธรรมชาติ หากเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม รายงานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้ทะเลไทยคงสวยงามต่อไป

สุดท้าย การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนคือการทิ้งรอยเท้าไว้บนทราย แต่ไม่ทิ้งขยะหรือรบกวนสัตว์ป่าไว้เบื้องหลัง

ที่มา – ‘อุทยานฯพีพี’ ดำเนินคดีนักท่องเที่ยว ฝ่าฝืนลงว่ายนํ้าทะเลกับฝูงฉลามครีบดำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *