อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน

อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน – เรื่องราวสุดอันตรายที่เกิดขึ้นกับนักเรียนหนุ่มวัยเพียง 17 ปีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เกือบต้องสูญเสียเงินในบัญชีเกือบ 2 แสนบาท เพราะถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นตำรวจ หลอกให้ทำตามคำสั่งต่าง ๆ จนเกือบหลุดพ้นจากการควบคุมของผู้ปกครอง

อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ตามที่ พ.ต.อ.หงส์พรหม วิศิษฐ์ชนะชัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีการสูญเสียทรัพย์สินจากการถูกคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ซึ่งครั้งนี้เป็นหนึ่งในเคสที่อันตรายและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเหยื่อเป็นเด็กวัยรุ่น อายุเพียง 17 ปี

เหตุการณ์เริ่มต้นจากโทรศัพท์ลึกลับ

ในวันเกิดเหตุ เด็กชายวัย 17 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ปราณบุรี ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง อ้างตัวว่าเป็นตำรวจ และกล่าวหาว่าเด็กชายมีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินร่วมกับกลุ่มบุคคลอื่น ที่น่าตกใจก็คือ มิจฉาชีพสามารถอ้างอิงข้อมูลส่วนตัวของเด็กชายได้อย่างถูกต้อง เช่น เลขบัตรประชาชน ทำให้เด็กชายเกิดความหวาดกลัวและหลงเชื่อ

จากนั้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงสั่งให้เด็กชายดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบางอย่างลงในโทรศัพท์มือถือ โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบข้อมูลเพื่อความปลอดภัย แต่แท้จริงแล้วเป็นการให้ผู้ไม่หวังดีเข้าควบคุมอุปกรณ์ของเด็กชายได้อย่างเต็มรูปแบบ

การควบคุมและการสั่งการที่น่ากลัว

หลังจากที่เด็กชายโหลดแอปดังกล่าวแล้ว ผู้ไม่หวังดีก็สั่งห้ามเด็กชายแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรับรู้ แม้แต่ผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิด พร้อมกับสั่งให้เด็กชายเดินทางไปยังตู้ ATM เพื่อถอนเงินสด โชคดีที่การถอนเงินครั้งแรกไม่สำเร็จ ทำให้เด็กชายต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านหัวหิน

ระหว่างทาง เด็กชายยังคงวิดีโอคอลกับคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจตลอดเวลา ซึ่งจากกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็กชายได้อย่างชัดเจน

ตำรวจและผู้ปกครองร่วมกันระงับเหตุ

ทางผู้ปกครองซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจค้าขายรายหนึ่งใน อ.ปราณบุรี เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของบุตรชาย จึงรีบแจ้งความกับสถานีตำรวจภูธรปราณบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้าน พบว่าเด็กชายมีการวิดีโอคอลตลอดเวลา ก่อนจะเรียกรถ Grab ออกไป

ตำรวจจึงติดตามเส้นทางด้วยการประสานกับบริการเรียกรถ ทราบว่าเด็กชายได้ไปกดเงินที่ตู้ ATM บริเวณหน้าโรงงานสับปะรด แต่ไม่สำเร็จ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังห้างสรรพสินค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน

จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร พบว่าเด็กชายมีบัญชีธนาคารอยู่ที่สาขาห้างมาร์เก็ตวิลเลจหัวหิน มียอดเงินคงเหลือประมาณ 190,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากที่อาจสูญหายได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา

อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน

โชคดีที่ตำรวจและผู้ปกครองสามารถเดินทางไปถึงห้างสรรพสินค้าก่อนที่เด็กชายจะสามารถถอนเงินได้สำเร็จ ทำให้สามารถยับยั้งเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ไว้ได้ทันเวลา เด็กชายถูกช่วยเหลือและให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับขั้นตอนทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ภัยอันตรายจากคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน

กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองและเด็กวัยรุ่นในยุคดิจิทัล ที่แม้แต่เด็กอายุน้อยก็สามารถตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเมื่อมิจฉาชีพสามารถให้ข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตามคำสั่งโดยไม่ลังเล

  • การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่: มักอ้างตัวเป็นตำรวจ อัยการ หรือหน่วยงานรัฐ
  • การให้ข้อมูลส่วนตัว: เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • การหลอกให้ดาวน์โหลดแอป: เพื่อควบคุมอุปกรณ์และข้อมูล
  • การสั่งห้ามบอกผู้อื่น: ทำให้เหยื่อไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้
  • การสั่งถอนเงิน: เป้าหมายสุดท้ายคือการขโมยเงิน

อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน

สำหรับผู้ปกครองควรให้ความรู้กับบุตรหลานเกี่ยวกับภัยคอลเซ็นเตอร์ และควรพูดคุยเปิดใจหากมีใครโทรมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนทำตามคำสั่งใด ๆ ที่สำคัญ ห้ามให้เด็กลงทะเบียนเปิดบัญชีธนาคารด้วยตนเอง หากไม่มีผู้ปกครองดูแล

ส่วนใครที่ได้รับโทรศัพท์ลักษณะนี้ ควรตั้งสติ อย่าตกใจ และรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือธนาคารโดยตรงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

อุทาหรณ์! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเด็ก 17 ปี โหลดแอปคุมมือถือ หวังถอนเงินเกือบ 2 แสน เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ภัยคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่ยังขาดประสบการณ์ในการแยกแยะข้อมูล ดังนั้นการให้ความรู้ การสื่อสารภายในครอบครัว และการตั้งสติในทุกสถานการณ์ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันตนเองจากภัยคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – อุทาหรณ์! “แก๊งคอลฯ” สั่งเด็ก 17 โหลดแอปฯ คุมมือถือ ให้ถอนเงิน เกือบ 2 แสนบาท! ตำรวจตามรวบทัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *