เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช ล่าสุด

เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช เป็นข้อมูลสำคัญที่เกษตรกรควรรู้ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นที่เพาะปลูกหรือกิจการเกษตรอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินถล่ม หรือภัยพิบัติอื่น ๆ เพราะการได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไม่ได้พิจารณาจากความเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขด้านทะเบียนเกษตรกร การประกาศเขตภัยพิบัติ และการตรวจสอบพื้นที่จริงด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยแพร่แนวทางเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับประเภทความเสียหาย เกษตรกรจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียด รวมถึงเตรียมเอกสารและหลักฐานให้พร้อม หากเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่ของตนเอง

เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

เงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญคือ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรเรียบร้อยแล้วก่อนเกิดภัยพิบัติ ข้อมูลดังกล่าวควรตรงกับการเพาะปลูกจริง ทั้งชนิดพืช จำนวนพื้นที่ และช่วงเวลาการผลิต เพราะเจ้าหน้าที่จะใช้ข้อมูลทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบสิทธิ

พื้นที่เพาะปลูกต้องได้รับความเสียหายจริงจากภัยพิบัติ และต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างถูกต้อง โดยหน่วยงานในพื้นที่จะลงสำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนเสนอเรื่องตามขั้นตอนของทางราชการ

โดยทั่วไป การช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกกำหนดไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ แต่พืชหรือกิจกรรมบางประเภทจะมีเพดานพื้นที่และจำนวนหน่วยแตกต่างกัน เกษตรกรจึงไม่ควรคำนวณเงินช่วยเหลือจากพื้นที่ทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ควรตรวจสอบพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์และเพดานสูงสุดตามประกาศแต่ละกรณี

เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช แยกตามประเภทการผลิต

อัตราการช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามชนิดพืชและลักษณะความเสียหาย เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเหมาะสมกับต้นทุนการผลิตของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม รายละเอียดสำคัญมีดังนี้

  • ข้าว ช่วยเหลือในอัตรา 2,240 บาทต่อไร่
  • พืชไร่และพืชผัก ช่วยเหลือในอัตรา 3,180 บาทต่อไร่
  • ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่น ๆ มีอัตราช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ และ 3,400 บาทต่อไร่ในกรณีที่เป็นไปตามเงื่อนไขเฉพาะ
  • แปลงปลูกต้นโคลนทับถม ช่วยเหลือ 16,000 บาทต่อไร่ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 5 ไร่
  • นาเกลือทะเล ช่วยเหลือ 3,666 บาทต่อไร่ และไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

ตัวเลขข้างต้นเป็นอัตราตามหลักเกณฑ์ที่เผยแพร่ และการได้รับเงินจริงยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบคุณสมบัติ พื้นที่เสียหาย และเอกสารประกอบ เกษตรกรควรติดตามประกาศจากหน่วยงานในจังหวัดหรืออำเภออีกครั้ง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเมื่อมีการเปิดรับคำร้อง

การช่วยเหลือแมลงเศรษฐกิจและกิจกรรมการเลี้ยง

สำหรับเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจะคำนวณตามหน่วยการเลี้ยงหรือการผลิต และกำหนดไม่เกิน 30 หน่วยต่อครัวเรือน โดยมีอัตราตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • ผึ้งโพรง ช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อรัง
  • ผึ้งชันโรง ช่วยเหลือ 1,500 บาทต่อรัง
  • ผึ้งพันธุ์ ช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อรัง
  • ครั่ง ช่วยเหลือ 1,700 บาทต่อต้น
  • จิ้งหรีด ช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อบ่อ

ผู้เลี้ยงควรเก็บหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนรัง จำนวนบ่อ หรือต้นไม้ที่ใช้ผลิตครั่งให้ชัดเจน รวมทั้งควรมีข้อมูลทะเบียนหรือหลักฐานการประกอบกิจกรรมที่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจพิจารณาจากสภาพการผลิตจริงในวันที่ลงพื้นที่

เกษตรกรควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนยื่นขอความช่วยเหลือ

สิ่งแรกที่ควรทำคือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัย ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ พื้นที่ทำการเกษตร เอกสารสิทธิหรือเอกสารการใช้ประโยชน์ที่ดิน ชนิดพืช และรอบการเพาะปลูก หากพบว่าข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือช่องทางที่หน่วยงานกำหนดเพื่อแก้ไข

เมื่อเกิดภัยพิบัติ ควรถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอความเสียหายให้เห็นสภาพพื้นที่อย่างชัดเจน พร้อมระบุวันเวลาและตำแหน่งถ่ายภาพ หากทำได้ควรเก็บเอกสารการซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือวัสดุการเกษตร รวมถึงหลักฐานการเพาะปลูกอื่น ๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้เป็นส่วนช่วยยืนยันข้อมูล และไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ

หลังจากมีการประกาศเขตภัยพิบัติ เกษตรกรควรติดตามกำหนดการสำรวจความเสียหายและการยื่นคำร้องจากผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ หากเจ้าหน้าที่ลงสำรวจแล้ว ควรให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่แจ้งพื้นที่หรือจำนวนความเสียหายเกินกว่าที่เกิดขึ้น เพราะอาจทำให้การตรวจสอบล่าช้าหรือกระทบต่อการพิจารณาสิทธิ

ข้อควรรู้ก่อนคาดหวังเงินเยียวยา

เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช มีเป้าหมายช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ไม่ใช่การชดเชยต้นทุนทั้งหมดของการผลิต ดังนั้นเกษตรกรควรเข้าใจว่าเงินช่วยเหลือจะถูกจำกัดตามอัตรา พื้นที่ หรือจำนวนหน่วยที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ การพิจารณายังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอน ตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติ

หลักเกณฑ์นี้มีผลกับภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามประเภทภัย ลักษณะความเสียหาย และประกาศที่ใช้ในช่วงเวลานั้น ผู้ได้รับผลกระทบจึงควรตรวจสอบประกาศฉบับเต็มกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงก่อนยื่นเรื่อง

ในมุมมองของเกษตรกร การเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดภัยถือเป็นวิธีลดความยุ่งยากที่ดีที่สุด เพราะทะเบียนที่ถูกต้องและหลักฐานการเพาะปลูกจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น หากเกิดความเสียหายควรรีบแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ ติดตามผลการสำรวจ และเก็บเอกสารทุกขั้นตอนไว้ให้ครบ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองตาม เกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือมีคนในครอบครัวทำการเกษตร ควรบันทึกช่องทางติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอไว้ตั้งแต่วันนี้ และติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ดำเนินการได้ทันเมื่อเกิดภัยพิบัติจริง

ที่มา – เปิดเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช จำกัดพื้นที่ตามประเภทความเสียหาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *