เกาหลีเหนือซัดสหรัฐหนุนไต้หวัน หวั่นเผชิญหน้าจีน
สถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของสหรัฐที่สนับสนุนไต้หวัน โดยเตือนว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเพิ่มความตึงเครียดและทำให้ภูมิภาคมีความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจมากขึ้น ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเดินหน้ากดดันไต้หวันทางทหารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐพยายามรักษาความสัมพันธ์และสนับสนุนขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน
สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลเปียงยาง รายงานคำกล่าวของนายคิม มยอง-ชอล นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือว่า นโยบายของสหรัฐที่มีต่อไต้หวันกำลังบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เขามองว่าการเพิ่มความช่วยเหลือด้านอาวุธและการแสดงบทบาททางทหารของสหรัฐอาจทำให้สถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันซับซ้อนยิ่งขึ้น
เกาหลีเหนือซัดสหรัฐหนุนไต้หวัน หวั่นเผชิญหน้าจีน
นายคิม มยอง-ชอล กล่าวประณามการปรากฏตัวของเครื่องบินขับไล่ที่สหรัฐขายให้ไต้หวัน พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลวอชิงตันได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจต้องเผชิญหน้ากับจีนโดยตรง หากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในช่องแคบไต้หวัน
คำเตือนดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของเกาหลีเหนือที่มักต่อต้านการขยายบทบาทของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปียงยางมองว่าการส่งอาวุธ การฝึกซ้อมทางทหาร และการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับพันธมิตร เป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการแข่งขันทางทหารและเพิ่มโอกาสของความผิดพลาดในการคำนวณสถานการณ์
เกาหลีเหนือซัดสหรัฐหนุนไต้หวัน หวั่นเผชิญหน้าจีน
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังไต้หวันได้รับมอบเครื่องบินขับไล่เอฟ-16วี บล็อก 70 จำนวน 2 ลำแรก จากทั้งหมด 66 ลำที่สั่งซื้อกับสหรัฐเมื่อปี 2562 เครื่องบินรุ่นดังกล่าวมีระบบเรดาร์และเทคโนโลยีด้านการป้องกันที่ทันสมัยมากขึ้น โดยไต้หวันหวังว่าจะช่วยยกระดับศักยภาพของกองทัพอากาศในการเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
ไต้หวันเผชิญแรงกดดันทางทหารจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเครื่องบินรบและเรือรบเข้าใกล้พื้นที่โดยรอบเกาะ รวมถึงการซ้อมรบในบริเวณใกล้เคียง รัฐบาลจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และคัดค้านการขายอาวุธจากสหรัฐให้ไต้หวันอย่างรุนแรง ขณะที่ไต้หวันยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเองและรักษาสถานะการปกครองแบบประชาธิปไตย
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมองว่า การส่งมอบเครื่องบินเอฟ-16วีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการจัดหาอาวุธเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนดังกล่าวอาจทำให้จีนมองว่าสหรัฐกำลังแทรกแซงกิจการภายใน และอาจนำไปสู่การตอบโต้ในรูปแบบต่าง ๆ
ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือกับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้น
นอกจากประเด็นไต้หวันแล้ว เกาหลีเหนือยังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนรัสเซียและความพยายามทำสงครามของรัฐบาลมอสโก ในสารแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
นายคิมระบุว่า เกาหลีเหนือจะขยายความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านกับรัสเซียต่อไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรียกว่า “สงครามอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความยุติธรรม” ของรัสเซียจะจบลงด้วยชัยชนะ แม้เนื้อหาในสารจะไม่ได้กล่าวถึงสงครามในยูเครนโดยตรง แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเปียงยางกับรัฐบาลมอสโกที่ใกล้ชิดมากขึ้น
ตามการประเมินของยูเครนและเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือส่งทหารประมาณ 14,000-15,000 นายไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครนตั้งแต่ปี 2567 ข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือด้านการทหารและการเมืองที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยก่อนหน้านี้ผู้นำเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีรัสเซียได้ลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางของปูตินเมื่อเดือนมิถุนายน 2567
ผลกระทบต่อเสถียรภาพในเอเชีย
เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวของสหรัฐ จีน ไต้หวัน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ล้วนเชื่อมโยงกันในมิติความมั่นคง การเมือง และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ การสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐอาจช่วยเสริมความมั่นใจให้ไต้หวัน แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจเพิ่มแรงกดดันจากจีน ส่วนการที่เกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐก็สอดคล้องกับท่าทีต่อต้านอิทธิพลของวอชิงตัน และเกิดขึ้นในช่วงที่เปียงยางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมอสโกมากขึ้น
สิ่งที่น่าจับตาคือทุกฝ่ายจะบริหารความตึงเครียดอย่างไร เพราะเหตุการณ์เล็ก ๆ เช่น การบินเข้าใกล้กันของเครื่องบินรบ การซ้อมรบ หรือการแถลงถ้อยคำที่แข็งกร้าว อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตอบโต้ที่ควบคุมได้ยาก การสื่อสารระหว่างประเทศและกลไกป้องกันความขัดแย้งจึงมีความสำคัญอย่างมากในช่วงเวลานี้
- สหรัฐ: เดินหน้าสนับสนุนศักยภาพการป้องกันประเทศของไต้หวันและรักษาบทบาทในภูมิภาค
- จีน: คัดค้านการขายอาวุธให้ไต้หวันและยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ
- ไต้หวัน: เพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อรับมือแรงกดดันจากจีน
- เกาหลีเหนือ: วิจารณ์นโยบายสหรัฐและขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซีย
- รัสเซีย: กระชับความสัมพันธ์ด้านการเมืองและการป้องกันประเทศกับเกาหลีเหนือ
สำหรับประชาชนทั่วไป ประเด็นนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความมั่นคงของภูมิภาคได้โดยตรง การติดตามข่าวจากหลายแหล่งและแยกข้อเท็จจริงออกจากถ้อยแถลงทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
บทสรุป: เกาหลีเหนือซัดสหรัฐหนุนไต้หวัน หวั่นเผชิญหน้าจีน ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออก ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียก็แน่นแฟ้นขึ้นเช่นกัน สถานการณ์ต่อจากนี้ควรจับตาการเคลื่อนไหวทางทหาร การเจรจาทางการทูต และท่าทีของแต่ละฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพราะการลดถ้อยคำยั่วยุและเปิดช่องสื่อสารอาจเป็นทางเลือกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม
ที่มา – เกาหลีเหนือซัดสหรัฐหนุนไต้หวัน จี้ทบทวนหวั่นเสี่ยงเผชิญหน้าจีน