เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม กำชับทุกพื้นที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยหน่วยงานด้านชลประทานได้ประชุมประเมินภาพรวม พร้อมกำชับทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำทะเลหนุน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การประชุมติดตามสถานการณ์น้ำมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการรายงานข้อมูลจากพื้นที่ต่าง ๆ ผ่านระบบ Video Conference เพื่อประเมินแนวโน้มและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม กำชับทุกพื้นที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง ปริมาณน้ำบริเวณจังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาทยอยลดการระบายน้ำจาก 2,500 เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การปรับลดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และช่วยเร่งระบายน้ำที่ยังคงท่วมขังในบางพื้นที่
ด้านลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในอ่างประมาณ 927 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 106% ของความจุ ปัจจุบันระบายน้ำในอัตรา 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง ปริมาณฝน และผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการระบายให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม กำชับทุกพื้นที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำทะเลหนุน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การระบายน้ำลงทะเลทำได้ช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีฝนตกเพิ่มและระดับน้ำทะเลลดลงหลังวันที่ 13 ตุลาคม คาดว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายช่วงปลายเดือนตุลาคม
ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองมีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนตกมากขึ้น ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่เพิ่มระดับ กรมชลประทานจึงแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ให้ติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด เพราะเขื่อนแม่กลองอาจจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในระยะต่อไป
สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลผ่านพื้นที่ไปแล้ว ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและแนวคันกั้นน้ำ แต่ประชาชนยังไม่ควรประมาท โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือฝนสะสม น้ำฝนที่ตกลงมาโดยตรงจะเข้าสู่ระบบระบายน้ำทันที อาจทำให้เกิดน้ำรอการระบายในจุดเสี่ยงได้ จึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นระยะ
ขณะที่ภาคใต้ กรมชลประทานเตรียมรับมือฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 10-11 ตุลาคม โดยจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำไว้พร้อมช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยง ด้านจังหวัดเพชรบุรีมีแผนพร่องน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งปัจจุบันมีน้ำในอ่างประมาณ 727 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 102% ของความจุ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
มาตรการเตรียมพร้อมรับมือน้ำในพื้นที่เสี่ยง
นายสรวุฒิได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สำรวจและตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในภาวะวิกฤต หากพบเครื่องมือชำรุดหรือไม่พร้อมใช้งาน ต้องเร่งซ่อมแซมทันที พร้อมประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
อุปกรณ์สำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่
- เครื่องสูบน้ำ ต้องพร้อมใช้งานและสามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดเสี่ยงได้ทันที
- เครื่องผลักดันน้ำ ต้องตรวจระบบการทำงานและเชื้อเพลิงให้เพียงพอ
- เครื่องจักรกล ต้องพร้อมเปิดทางน้ำ ขุดลอก และช่วยเหลือพื้นที่ที่เข้าถึงยาก
- ระบบสื่อสาร ต้องสามารถประสานงานระหว่างหน่วยงานและแจ้งเตือนประชาชนได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำให้เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ผักตบชวา วัชพืช และขยะบริเวณหน้าประตูระบายน้ำ คลอง และจุดสำคัญต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจลดประสิทธิภาพการระบายน้ำและทำให้น้ำเอ่อล้นเร็วขึ้น การดูแลเส้นทางน้ำอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัย ตรวจสอบเส้นทางอพยพ เตรียมเอกสารสำคัญ ยารักษาโรค อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็นไว้ล่วงหน้า หากมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ป่วยติดเตียงในบ้าน ควรวางแผนช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสียหายและทำให้รับมือสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
แม้บางพื้นที่จะเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่สภาพอากาศยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและไม่ประมาท หากหน่วยงานรัฐ ชุมชน และประชาชนร่วมมือกัน เก็บกวาดทางน้ำ เตรียมอุปกรณ์ และสื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้มากขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามประกาศทางราชการและเตรียมพร้อมรับมือไว้เสมอ
ที่มา – เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม กำชับทุกพื้นที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์