เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์กว่า 4 พันล้าน
มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรกเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน หลังรัฐบาลยกเลิกการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 นโยบายนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง และลดความได้เปรียบด้านต้นทุนที่เคยเกิดขึ้นกับสินค้าจากต่างประเทศเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการไทย
ข้อมูลจากกรมศุลกากรในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า มีสินค้านำเข้าที่อยู่ภายใต้มาตรการประมาณ 225 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท และสามารถจัดเก็บอากรขาเข้าได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีขนาดใหญ่และมีผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์กว่า 4 พันล้านช่วยสร้างความเป็นธรรม
สาระสำคัญของมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์กว่า 4 พันล้านบาท ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น ผู้ผลิตและร้านค้าในประเทศไทยต้องรับผิดชอบทั้งภาษี ต้นทุนแรงงาน ค่าเช่า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่สินค้านำเข้าราคาต่ำบางประเภทเคยได้รับการยกเว้นอากร ทำให้มีต้นทุนรวมต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อสินค้าทุกประเภทต้องเข้าสู่ระบบภาษีตามหลักเกณฑ์เดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะสามารถแข่งขันได้บนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ผู้บริโภคเองก็มีโอกาสเปรียบเทียบสินค้าในตลาดอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ตัดสินใจจากราคาที่ต่ำเพียงอย่างเดียว โดยไม่ทราบว่าสินค้านั้นมีมาตรฐานหรือบริการหลังการขายเพียงพอหรือไม่
ผลกระทบต่อผู้ซื้อและร้านค้าออนไลน์
หลังเริ่มใช้นโยบาย มีแนวโน้มว่าการสั่งซื้อสินค้าชิ้นเล็กจากต่างประเทศชะลอตัวลงบางส่วน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีสต็อกอยู่ภายในประเทศมากขึ้น สาเหตุสำคัญคือผู้ซื้อสามารถเห็นสินค้าได้เร็วกว่า ลดระยะเวลารอจัดส่ง และติดต่อผู้ขายได้สะดวกกว่าในกรณีต้องเปลี่ยนหรือคืนสินค้า
สำหรับร้านค้าออนไลน์ไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ ผู้ขายควรเน้นคุณภาพสินค้า ความรวดเร็วในการจัดส่ง ความชัดเจนของรายละเอียดสินค้า และการรับประกันที่น่าเชื่อถือ การแข่งขันอาจไม่ได้วัดกันที่ราคาต่ำที่สุดเท่านั้น แต่รวมถึงความไว้วางใจ ประสบการณ์ของลูกค้า และความรับผิดชอบหลังการขายด้วย
- ผู้ขายควรแสดงราคาและเงื่อนไขการซื้ออย่างโปร่งใส
- ผู้ซื้อควรตรวจสอบค่าขนส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นก่อนชำระเงิน
- ร้านค้าควรเก็บหลักฐานการนำเข้าและเอกสารภาษีให้ครบถ้วน
- ผู้บริโภคควรอ่านรีวิวและตรวจสอบประวัติของผู้ขายก่อนสั่งซื้อ
ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อปกป้องชื่อเสียงไทย
นอกจากการจัดเก็บภาษีแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าตรวจสอบการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ระบุว่า Made in Thailand หรือผลิตในประเทศไทย แต่มีข้อสงสัยว่าอาจไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง การตรวจสอบเรื่องนี้มีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก เพราะหากมีผู้ประกอบการบางรายใช้ชื่อประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทยที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องทั้งระบบ
คำว่า Made in Thailand จึงควรมีที่มาชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การตรวจเอกสาร แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงเส้นทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศมั่นใจว่าสินค้าที่อ้างแหล่งกำเนิดจากไทยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด
เสียภาษีแล้วไม่ได้แปลว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัย
อีกประเด็นที่ผู้บริโภคต้องเข้าใจคือ การเสียอากรขาเข้าหรือภาษีไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทุกประเภท ภาษีเป็นเรื่องของการนำสินค้าเข้าสู่ระบบจัดเก็บรายได้ ส่วนมาตรฐานสินค้าเป็นเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สินค้าบางกลุ่มอาจต้องมีฉลากภาษาไทย คำเตือน เครื่องหมายมาตรฐาน หรือใบรับรองเฉพาะก่อนนำมาจำหน่าย
ก่อนซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้บริโภคควรตรวจสอบชื่อและข้อมูลผู้ขาย อ่านรายละเอียดสินค้าอย่างครบถ้วน ดูเงื่อนไขการรับประกัน และพิจารณาเครื่องหมายมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะสินค้าไฟฟ้า เครื่องสำอาง อาหาร ของเล่นเด็ก และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีตัวตนชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงจากสินค้าปลอม สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการหลอกลวงทางออนไลน์
ตัวเลขประมาณ 225 ล้านชิ้นหมายถึงสินค้านำเข้าที่เข้าสู่ฐานการจัดเก็บตามมาตรการ ไม่ได้หมายความว่าเป็นสินค้าผิดกฎหมายทั้งหมด ขณะที่รายได้มากกว่า 4,000 ล้านบาทเป็นอากรขาเข้าตามรายงานของกรมศุลกากร ไม่ใช่ยอดภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด และไม่ได้จำกัดอยู่กับสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่ง
โดยสรุป เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์กว่า 4 พันล้านบาทเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับระบบการค้าให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ความสำเร็จของมาตรการควรวัดทั้งรายได้รัฐ การคุ้มครองผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส หากทุกฝ่ายปรับตัวและซื้อขายอย่างรับผิดชอบ ตลาดออนไลน์ไทยก็มีโอกาสเติบโตบนพื้นฐานที่มั่นคงและน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม
ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนสั่งสินค้า ส่วนผู้ขายควรดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เพราะการแข่งขันที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากความโปร่งใสและความรับผิดชอบร่วมกัน
ที่มา – รัฐบาลโชว์ผลเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์กว่า 4 พันล้าน ลดปัญหาไม่เท่าเทียม