เขื่อน“วชิราลงกรณ–ศรีนครินทร์” น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้

เขื่อน“วชิราลงกรณ–ศรีนครินทร์” น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ เป็นข้อมูลสำคัญจากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 13 ยังคงเฝ้าระวังปริมาณฝน น้ำท่า และระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกและเขื่อนทั้งสองแห่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถวางแผนระบายน้ำและบริหารจัดการได้ตามสถานการณ์

รายงานประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ปริมาณฝนสูงสุดในจังหวัดกาญจนบุรีวัดได้ 65.0 มิลลิเมตร บริเวณสถานีโรงเรียนคองม่วงทะ สาขาไล่ อำเภอสังขละบุรี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ยังต้องติดตามฝนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะฝนที่ตกสะสมอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำท่าและระดับน้ำในลำน้ำสายสำคัญได้

เขื่อน“วชิราลงกรณ–ศรีนครินทร์” น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้

สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำประมาณ 8,775 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 99.1% ของความจุอ่าง โดยมีการระบายน้ำประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำประมาณ 17,012 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 95.9% ของความจุอ่าง และมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับสูงทำให้การบริหารจัดการต้องอาศัยข้อมูลแบบวันต่อวัน หน่วยงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งปริมาณฝนที่กำลังจะตก น้ำไหลเข้าอ่าง ระดับน้ำในแม่น้ำ ความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน รวมถึงผลกระทบต่อชุมชน พื้นที่เกษตร และเส้นทางเศรษฐกิจ การระบายน้ำจึงไม่ได้พิจารณาจากระดับน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียว

เขื่อน“วชิราลงกรณ–ศรีนครินทร์” น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้

ด้านปริมาณน้ำท่า สำนักงานชลประทานที่ 13 รายงานว่า แม่น้ำแควน้อยที่สถานี K.37 บ้านวังเย็น อำเภอเมืองกาญจนบุรี มีปริมาณน้ำไหลประมาณ 955 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือราว 83 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนแม่น้ำแควใหญ่ที่สถานี K.35A บ้านหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี มีปริมาณน้ำประมาณ 91 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยทั้งสองจุดมีแนวโน้มปริมาณน้ำลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ช่วยให้การวางแผนบริหารน้ำทำได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ เขื่อนแม่กลองมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 1,023 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นประมาณ 88 ล้านลูกบาศก์เมตร การระบายน้ำในระดับดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และช่วยควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านระบบชลประทานอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำหลาก

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับฝนและน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลง สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเครื่องมือรวมมากกว่า 180 หน่วย ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 108 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ Hydrof​low 6 เครื่อง และเครื่องจักรหรือเครื่องมือประเภทต่าง ๆ อีกมากกว่า 75 หน่วย การเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าช่วยให้สามารถเข้าไปสนับสนุนพื้นที่เสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเกิดน้ำท่วมขังหรือน้ำไหลหลาก

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชน มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สำหรับติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 50 เครื่อง พร้อมเครื่องสูบน้ำ Hydrof​low อีก 4 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 12 เครื่อง และสถานีสูบน้ำที่มีเครื่องสูบน้ำประจำมากกว่า 60 เครื่อง อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ เพื่อเร่งระบายน้ำ ลดความเสียหายต่อบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ถนน และพื้นที่เศรษฐกิจ

การทำงานของเจ้าหน้าที่จะเน้นการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปริมาณฝนในพื้นที่ต้นน้ำ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำ และแนวโน้มสภาพอากาศในระยะถัดไป หากพบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะสามารถปรับแผนการระบายและเคลื่อนย้ายเครื่องมือเข้าไปยังจุดเสี่ยงได้ทันเวลา แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การจัดการน้ำมีความสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

  • ติดตามระดับน้ำ: ตรวจสอบประกาศจากกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นเป็นประจำ
  • เตรียมพื้นที่ปลอดภัย: ยกของสำคัญและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง หากบ้านอยู่ใกล้ลำน้ำหรือพื้นที่ลุ่มต่ำ
  • วางแผนการเดินทาง: ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกจากบ้านในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือน้ำเอ่อล้น
  • แจ้งเหตุอย่างรวดเร็ว: หากพบจุดน้ำท่วมหรือเครื่องกีดขวางทางน้ำ ควรแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ทันที

โดยสรุป สถานการณ์น้ำของเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แม้ปริมาณน้ำในอ่างจะค่อนข้างสูง แต่การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด การระบายน้ำตามแผน และการเตรียมเครื่องมือมากกว่า 180 หน่วย ช่วยเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับฝนและน้ำท่าในระยะต่อไป ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากทางราชการและเตรียมตัวอย่างไม่ประมาท เพราะการร่วมมือกันของทุกฝ่ายคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำได้

ที่มา – เขื่อน“วชิราลงกรณ–ศรีนครินทร์” น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *