เจ้าคณะภาค 13 ย้ำ พระอุปัชฌาย์เอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพุทธทุกท่าน ในยุคที่พระพุทธศาสนากำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย การยึดมั่นในพระธรรมวินัยยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ ล่าสุดมีข่าวดีจาก เจ้าคณะภาค 13 ย้ำ พระอุปัชฌาย์ต้องเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติ ตามพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับพระสงฆ์ผู้เป็นครูบาอาจารย์ในการอุปสมบทบรรพชา มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

เจ้าคณะภาค 13 ย้ำ พระอุปัชฌาย์ต้องเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติ ตามพระธรรมวินัย

พระพรหมวชิราทร เจ้าคณะภาค 13 และเจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร ได้เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ประจำปี 2569 ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด สถานที่จัดคือวัดโคกขี้หนอน ตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรีครับ

เหตุการณ์นี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการอบรมใหญ่ที่ประชุมสมัชชามหาคณิสสรกำหนดไว้ ในวันที่ 18-23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา กรุงเทพฯ ส่วนภาค 13 ของเราจัดฝึกซ้อมก่อนหน้านั้น วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ รวม 3 วัน โดยมีพระเทพวชิรปัญญาภรณ์ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เป็นประธานกรรมการ

พระอุปัชฌาย์คือใคร และหน้าที่หลักคืออะไร

พระอุปัชฌาย์ คือพระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาและอุปสมบท โดยต้องปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์อย่างเคร่งครัด นั่นคือ เอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติ ตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้สัทธิวิหาริกหรือศิษย์ทั้งหลาย

เจ้าคณะภาค 13 ได้อธิบายรายละเอียดอย่างละเอียดยิบ ดังนี้ครับ

  • เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด: ต้องมีน้ำใจยินดีปฏิบัติตาม ไม่ยอมละเมิด ไม่โต้แย้ง เห็นแก่หลักธรรมมากกว่าสะดวกส่วนตัว เหมือนเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยสนับสนุนให้ทุกคนยึดมั่นในวินัย
  • สังวรในพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด: สำรวมระวังตัว ไม่มักง่าย มีสติกลัวผิดพลาดเสมอขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
  • ประพฤติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด: ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่ง ไม่ตัดลัด หละหลวม เพื่อหลีกเลี่ยงความบกพร่องและวิบัติ

นอกจากนี้ ท่านยังย้ำว่าการปฏิบัติทั้งสามประการนี้ ไม่ใช่เฉพาะตอนทำหน้าที่อุปสมบทเท่านั้น แต่ต้องทำตลอดชีวิต โดยรักษาอาจารย์และวัตรปฏิบัติให้อยู่ในระเบียบ แบบแผน เพื่อเป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุสามเณรและสัทธิวิหาริกทั่วไป

ทำไมพระวินัยถึงสำคัญขนาดนี้

พระพรหมวชิราทรท่านกล่าวถึงพระพุทธพจน์สำคัญว่า “วินโย นาม พุทฺธสาสนสฺส อายุ วินเย เต พุทฺธสาสนํ ตํ โหติ” แปลว่า พระวินัยคืออายุของพระพุทธศาสนา เมื่อวินัยดำรง พุทธศาสนาย่อมดำรง พระวินัยคือรากฐานของเหล่าภิกษุสงฆ์ ถ้าวินัยเสื่อม พุทธศาสนาก็เสื่อมตาม เปรียบเหมือนต้นไม้ที่รากแข็งแรงถึงจะเติบโตได้

ในฐานะนักเขียนบล็อกที่สนใจเรื่องพระพุทธศาสนา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ การที่เจ้าคณะภาค 13 ย้ำเรื่องนี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ สมัยนี้มีข่าวพระสงฆ์เสื่อมเสียบ้างเป็นบางครั้ง แต่ด้วยแนวทางแบบนี้ เราจะเห็นพระอุปัชฌาย์ที่เป็นแบบอย่างดีๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน

เพื่อนๆ ล่ะครับ คิดยังไงกับแนวทางเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤตินี้ ลองนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูสิ แม้เราไม่ใช่พระ แต่หลักนี้ใช้ได้กับทุกคนเลยนะ ยึดมั่นในศีลธรรม กฎเกณฑ์ ก็จะเป็นคนดีของสังคมได้

ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ต่อและติดตามบล็อกของเราเพื่อข่าวสารพระพุทธศาสนาอัปเดตทุกสัปดาห์ครับ! การรักษาวินัยคือการรักษาพุทธศาสนาให้ยั่งยืน

ที่มา – ‘เจ้าคณะภาค 13’​ ย้ำ ‘พระอุปัชฌาย์’​ ต้อง ‘เอื้อเฟื้อ-สังวร-ประพฤติ’​ ตามพระธรรมวินัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *