เชื่อมห้องเรียนสู่โจทย์จริง ปั้นคนรุ่นใหม่คิดเมืองยั่งยืน
การเรียนในห้องเรียนอาจมอบพื้นฐานด้านทฤษฎีและความรู้ที่สำคัญ แต่การได้ลงมือทำกับโจทย์จริงคืออีกขั้นของการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในงานสถาปัตยกรรม การออกแบบที่อยู่อาศัย และการพัฒนาเมืองที่ต้องเข้าใจทั้งผู้คน พื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) จึงร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากห้องเรียนเข้ากับประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ ความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและเมือง พร้อมทดลองคิด วิเคราะห์ และนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคต
เชื่อมห้องเรียนสู่โจทย์จริง ปั้นคนรุ่นใหม่คิดเมืองยั่งยืน
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการทำให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา นักศึกษาจะได้เห็นว่าการออกแบบบ้าน อาคาร หรือพื้นที่เมืองหนึ่งแห่ง จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ความต้องการของชุมชน การเดินทาง ความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต
คุณกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานควรเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับสถานการณ์จริง เพราะการทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อาศัยเพียงทักษะการออกแบบ แต่ยังต้องเข้าใจชีวิต ความคิด และพฤติกรรมของผู้คนอย่างรอบด้าน
เชื่อมห้องเรียนสู่โจทย์จริง ผ่านประสบการณ์จากภาคธุรกิจ
เมื่อได้ทำงานกับโจทย์จริง นักศึกษาจะได้ฝึกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นทาง เช่น ผู้ใช้งานพื้นที่เป็นใคร มีปัญหาอะไรในชีวิตประจำวัน และสภาพแวดล้อมแบบใดที่จะช่วยให้การอยู่อาศัยสะดวกขึ้น กระบวนการเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ รวมถึงเปิดมุมมองให้นักศึกษาเข้าใจว่าแนวคิดที่ดีต้องสามารถนำไปใช้ได้จริง
ตลอดระยะเวลา 3 ปี เอพีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำกรณีศึกษาจากการพัฒนาโครงการจริงมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในรูปแบบ Joint Studio ซึ่งเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาและอาจารย์ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจ นักศึกษาจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ และเรียนรู้ข้อจำกัดที่มักเกิดขึ้นในงานจริง เช่น งบประมาณ กฎหมาย ความต้องการของตลาด และความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ
นอกจากการเรียนในสตูดิโอแล้ว ความร่วมมือนี้ยังเปิดรับนักศึกษาฝึกงาน รวมถึงจัดกิจกรรมลงพื้นที่และศึกษาดูงาน การได้เห็นสถานที่จริงทำให้นักศึกษาเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแบบร่างกับการใช้งานมากขึ้น เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างทางเดิน แสงธรรมชาติ พื้นที่สีเขียว หรือการจัดวางพื้นที่ส่วนกลาง ล้วนส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย
พัฒนาทักษะใหม่ด้วยการเรียนรู้จากปัญหาจริง
รองศาสตราจารย์ ดร. ดารณี จารีมิตร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การนำประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ช่วยให้นักศึกษามองเห็นกระบวนการทำงานจริง และสามารถนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของคณะที่ต้องการสร้างงานสถาปัตยกรรมและผังเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต การออกแบบเมืองที่ดีจึงไม่ควรมองเพียงความสวยงามของอาคาร แต่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม การเข้าถึงบริการ ความสะดวกในการเดินทาง และการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม
- ฝึกคิดจากผู้ใช้งานจริง: นักศึกษาได้เรียนรู้การวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้คน
- เข้าใจกระบวนการทำงาน: ได้เห็นขั้นตอนตั้งแต่การเก็บข้อมูล พัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการนำเสนอผลงาน
- เรียนรู้ข้อจำกัดของโครงการ: ฝึกหาสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์ งบประมาณ กฎหมาย และความเป็นไปได้
- สร้างเครือข่ายวิชาชีพ: ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และคนทำงานในอุตสาหกรรม
- ต่อยอดสู่การทำงานในอนาคต: มีผลงานและประสบการณ์ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนเข้าสู่โลกอาชีพ
ออกแบบที่อยู่อาศัยให้เข้าใจชีวิตและความยั่งยืน
อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือการสนับสนุนงานวิจัย วิทยานิพนธ์ สาระนิพนธ์ และกิจกรรมทางวิชาการ เช่น การประกวดออกแบบ Design Contest ภายใต้หัวข้อ “การออกแบบที่เข้าใจชีวิตและการอยู่อาศัยแห่งอนาคต” โจทย์ดังกล่าวชวนให้นักศึกษามองไปข้างหน้าและตั้งคำถามว่า บ้านและเมืองควรปรับตัวอย่างไรให้เหมาะกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบันผู้คนมีรูปแบบการทำงาน การเดินทาง และการใช้เวลาที่แตกต่างจากอดีต บางคนทำงานจากที่บ้าน บางครอบครัวเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ขณะที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุ การออกแบบที่อยู่อาศัยจึงต้องยืดหยุ่น รองรับความหลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้
ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องความยั่งยืนก็มีบทบาทมากขึ้น ทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำและขยะ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดโจทย์เหล่านี้ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย จะช่วยสร้างบุคลากรที่มองการพัฒนาเมืองอย่างรอบคอบและรับผิดชอบต่อสังคม
บทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่และเมืองในอนาคต
ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เฉพาะนักศึกษาเท่านั้น มหาวิทยาลัยจะได้รับมุมมองใหม่จากสถานการณ์จริง ขณะที่ภาคธุรกิจก็ได้เห็นแนวคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่สดใหม่จากคนรุ่นใหม่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ร่วมกัน ก็มีโอกาสเกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้คนได้มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด “เชื่อมห้องเรียนสู่โจทย์จริง ปั้นคนรุ่นใหม่คิดเมืองยั่งยืน” ไม่ได้หมายถึงการผลิตคนให้ทำงานได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างนักออกแบบและนักพัฒนาเมืองที่เข้าใจความรับผิดชอบของตนเองต่อสังคม พวกเขาจะได้ฝึกมองปัญหาอย่างรอบด้าน กล้าทดลองแนวทางใหม่ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดก่อนก้าวเข้าสู่การทำงานจริง
ในมุมมองของผู้เขียน ความร่วมมือรูปแบบนี้ควรได้รับการต่อยอดไปยังสาขาอื่น ๆ เพราะเมืองที่น่าอยู่ไม่ได้เกิดจากสถาปนิกหรือนักผังเมืองเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักออกแบบ นักเศรษฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักเทคโนโลยี และคนในชุมชน การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการวางรากฐานให้เมืองในอนาคตเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
ท้ายที่สุด ประสบการณ์จากโจทย์จริงจะช่วยให้นักศึกษาเปลี่ยนความรู้ให้เป็นทักษะ และเปลี่ยนไอเดียให้เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นได้จริง หากทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนการเรียนรู้แบบลงมือทำอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ก็จะพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการออกแบบที่อยู่อาศัยและเมืองที่เข้าใจผู้คนมากขึ้น
ที่มา – เชื่อมห้องเรียนสู่โจทย์จริง ปั้นคนรุ่นใหม่คิดเมืองยั่งยืน