เตือน 2 โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่–อาร์เอสวี
ช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาวเป็นช่วงที่โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่ทำงาน และพื้นที่ชุมชน ล่าสุดข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัลของกองระบาดวิทยา พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าจับตา บทความนี้จะพาไปรู้จักอาการสำคัญ วิธีสังเกตความรุนแรง และแนวทางป้องกัน เตือน 2 โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่–อาร์เอสวี เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
เตือน 2 โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่–อาร์เอสวี
ข้อมูลในช่วงวันที่ 11–17 ต.ค. ระบุว่า โรคไข้หวัดใหญ่มีผู้ป่วยรายใหม่ 15,309 ราย และมีผู้ป่วยสะสม 543,385 ราย โดยจำนวนผู้ป่วยยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและมากกว่าค่ามัธยฐานในช่วง 5 ปีย้อนหลัง กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมาก ได้แก่ เด็กอายุ 5–9 ปี เด็กอายุ 1–4 ปี และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีตามลำดับ
ส่วนโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือ RSV พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,860 ราย และมีผู้ป่วยสะสม 26,160 ราย โดยพบมากในเด็กอายุ 1–4 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และเด็กอายุ 5–9 ปี โรคทั้งสองชนิดแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งและสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงควรให้ความสำคัญกับสุขอนามัยเป็นพิเศษ
เตือน 2 โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่–อาร์เอสวี มีอาการต่างกันอย่างไร
แม้ไข้หวัดใหญ่และ RSV จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน เช่น มีไข้ ไอ และมีน้ำมูก แต่รายละเอียดบางอย่างช่วยให้ผู้ดูแลประเมินอาการเบื้องต้นได้ ไข้หวัดใหญ่มักเริ่มป่วยอย่างรวดเร็ว มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง และเจ็บคอ ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกอ่อนเพลียมากจนทำกิจวัตรประจำวันได้ลดลง
สำหรับ RSV มักเริ่มด้วยไข้ ไอ และน้ำมูกไหล จากนั้นอาจลุกลามไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาการที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด ดูดนมหรือรับประทานอาหารได้น้อย ซึมลง และมีรอยบุ๋มบริเวณซี่โครงขณะหายใจ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล ไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้านเป็นเวลานาน
กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแลใกล้ชิด
เด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานร่วมกับอาการทางกาย หากเด็กยังเล่นได้ รับประทานอาหารหรือนมได้ และไม่มีภาวะหายใจลำบาก อาจดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ได้ แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจเหนื่อย ซึม ไม่ดื่มน้ำ ปัสสาวะน้อย หรืออาการแย่ลง ควรพบแพทย์ทันที การซื้อยารับประทานเองโดยเฉพาะในเด็กเล็กอาจไม่เหมาะสม จึงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเสมอ
วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่และ RSV ในชีวิตประจำวัน
- ปิด: สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอหรือจาม รวมถึงเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัด
- ล้าง: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังไอหรือจาม และหลังสัมผัสสิ่งของในพื้นที่สาธารณะ
- เลี่ยง: หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- หยุด: หากมีไข้ ไอ หรืออาการป่วย ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน และลดการใกล้ชิดผู้อื่นจนกว่าอาการจะดีขึ้น
นอกจากหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” แล้ว ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย รวมถึงสอนเด็กให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนเวลาไอจาม ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำให้เหมาะสม และเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ปัจจุบัน RSV ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาจึงเน้นบรรเทาอาการและดูแลระบบหายใจ ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญมาก หากบุตรหลานเริ่มมีอาการผิดปกติ อย่ารอให้อาการรุนแรง ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม การร่วมมือกันของครอบครัว โรงเรียน และชุมชนจะช่วยลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อควรรู้: การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกและการแยกผู้ป่วยออกจากคนในบ้านอย่างเหมาะสมเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยปกป้องเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวได้ หากพบอาการหายใจลำบากหรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ที่มา – เตือน 2 โรคทางเดินหายใจยอดป่วยพุ่ง ‘ไข้หวัดใหญ่ – อาร์เอสวี’