เปิดเบื้องลึกชวนคิด 25 ปี ภาษีบาป เลิกภาษีเจาะจงได้หรือเสีย

เปิดเบื้องลึกชวนคิด 25 ปี ภาษีบาป เลิกภาษีเจาะจงได้หรือเสีย เป็นคำถามสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทย เพราะภาษีเจาะจง หรือ Earmarked Tax คือรายได้ส่วนหนึ่งจากภาษีสุราและยาสูบที่ถูกจัดสรรโดยตรงให้กับภารกิจด้านสุขภาพและสังคม กลไกนี้ดำเนินงานต่อเนื่องมาประมาณ 25 ปี และมีบทบาทสนับสนุนการทำงานเชิงป้องกัน ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนเจ็บป่วยแล้วจึงใช้งบประมาณรักษา

ปัจจุบันมีข้อเสนอให้นำเงินภาษีส่วนดังกล่าวกลับไปรวมไว้ในกองกลางของภาษีสรรพสามิต โดยผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการทำให้ระบบงบประมาณมีเอกภาพและสอดคล้องกับวินัยการคลัง ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่า หากยกเลิกภาษีเจาะจง หน่วยงานที่ทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพอาจขาดงบประมาณที่ต่อเนื่อง และทำให้โครงการป้องกันโรคซึ่งต้องใช้เวลาสะสมผลลัพธ์ได้รับผลกระทบ

เปิดเบื้องลึกชวนคิด 25 ปี ภาษีบาป เลิกภาษีเจาะจงได้หรือเสีย

ภาษีเจาะจงเกิดขึ้นจากแนวคิดให้สินค้าที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น สุราและยาสูบ มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เงินที่จัดเก็บเพิ่มร้อยละ 2 ถูกนำไปใช้สนับสนุนงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. รวมถึงกองทุนและหน่วยงานที่ทำงานด้านสื่อสาธารณะ ผู้สูงอายุ และการกีฬา จุดเด่นคือเงินมีความต่อเนื่อง ทำให้สามารถวางแผนโครงการระยะยาวและสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนได้

แนวคิดของ สสส. ไม่ได้เน้นเฉพาะการรักษา แต่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรค ภารกิจครอบคลุมการรณรงค์ การวิจัย การสื่อสาร การพัฒนาศักยภาพชุมชน และการผลักดันนโยบายสาธารณะ งานลักษณะนี้อาจมองเห็นผลได้ยากในระยะสั้น แต่มีความสำคัญต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต

เปิดเบื้องลึกชวนคิด 25 ปี ภาษีบาป กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการยกตัวอย่างผลลัพธ์จากการทำงานของ สสส. หลายด้าน ทั้งการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดอุบัติเหตุทางถนน และการสนับสนุนกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับชุมชน โรงเรียน องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนับสนุนภาษีเจาะจงมองว่า การลงทุนด้านการป้องกันให้ผลตอบแทนทางสังคมสูง เพราะช่วยลดจำนวนผู้ป่วย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และลดค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องแบกรับในระยะยาว การทำงานเชิงป้องกันยังช่วยสร้างความรู้และทักษะให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบราชการส่วนกลางอาจดำเนินการได้ไม่คล่องตัวเท่ากลไกที่มีความยืดหยุ่น

ข้อกังวลเรื่องวินัยการคลังและความโปร่งใส

ฝ่ายที่ต้องการทบทวนภาษีเจาะจงให้เหตุผลว่า การจัดสรรรายได้ล่วงหน้าอาจทำให้รัฐบาลมีพื้นที่บริหารงบประมาณลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศมีภาระหนี้สาธารณะ รายจ่ายประจำ และความต้องการใช้งบประมาณใหม่เพิ่มขึ้น การนำเงินเข้าสู่กองกลางอาจทำให้รัฐสามารถจัดลำดับความสำคัญได้ตามสถานการณ์ และใช้เงินตอบโจทย์เร่งด่วนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะให้เงินอยู่กับกองทุนหรืออยู่ในคลังเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงระบบกำกับดูแล ความคุ้มค่า และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับด้วย หากยกเลิกแหล่งรายได้โดยไม่มีหลักประกันด้านงบประมาณ หน่วยงานที่ทำงานป้องกันอาจต้องลดโครงการหรือหยุดงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ซึ่งอาจสร้างต้นทุนทางสังคมสูงกว่าประโยชน์จากการรวมเงินไว้ในกองกลาง

ทางออกที่ประนีประนอมแทนการยกเลิกภาษีเจาะจง

ข้อเสนอที่น่าสนใจคือการปรับปรุงระบบภาษีเจาะจงให้สอดคล้องกับวินัยการคลังมากขึ้น โดยยังรักษาเป้าหมายด้านสุขภาพและสังคมเอาไว้ แนวทางที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่

  • กำหนดเพดานรายได้: ระบุวงเงินสูงสุดที่กองทุนจะได้รับในแต่ละปี หากมีรายได้เกินเพดาน ให้ส่งส่วนเกินเข้าคลังกลาง
  • เพิ่มการตรวจสอบจากรัฐสภา: ให้หน่วยงานเสนอแผนงาน งบประมาณ และตัวชี้วัดต่อรัฐสภาล่วงหน้า เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ
  • ทบทวนผลการดำเนินงานเป็นระยะ: กำหนดให้มีการประเมินทุก 4-5 ปี พร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณ ผลลัพธ์ และผลกระทบต่อสาธารณะ
  • เชื่อมโยงงบประมาณกับผลงาน: โครงการที่ได้รับเงินควรแสดงเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และยกเลิกหรือปรับปรุงได้หากไม่ตอบโจทย์ประชาชน
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม: ให้เครือข่ายสุขภาพและประชาชนร่วมเสนอปัญหา ติดตามการใช้งบ และประเมินผลโครงการ

แนวทางเหล่านี้ช่วยรักษาข้อดีของภาษีเจาะจงไว้ โดยไม่ทำให้กองทุนแยกตัวออกจากระบบการคลังอย่างไร้การควบคุม การมีเพดานรายได้และการประเมินตามรอบเวลายังช่วยสร้างความมั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ตรงเป้าหมาย ไม่สะสมเกินความจำเป็น และสามารถปรับให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้

ภาษีบาปกับอนาคตของสังคมไทย

สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า อุบัติเหตุทางถนน และความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการป้องกัน การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน

หากเงินภาษีเจาะจงถูกยกเลิก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะมีแหล่งงบประมาณใดมาทดแทน และจะรักษาความต่อเนื่องของงานได้อย่างไร ในทางกลับกัน หากยังคงระบบเดิม ก็ควรยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น คำตอบจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่าเลิกหรือไม่เลิก แต่ควรเป็นการออกแบบระบบที่ทำให้เงินทุกบาทสร้างประโยชน์สูงสุด

ข้อคิดสำคัญคือ ภาษีบาปไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายได้ของรัฐ แต่ควรมองเป็นเครื่องมือสร้างสุขภาพและลดต้นทุนสังคมในระยะยาว การตัดสินใจเรื่องนี้ควรตั้งอยู่บนข้อมูล ผลลัพธ์จริง และการมีส่วนร่วมของประชาชน หากคุณเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญ ลองติดตามการใช้งบประมาณและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพราะอนาคตของภาษีเจาะจงเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

ที่มา – เปิดเบื้องลึกชวนคิด 25 ปี “ภาษีบาป” เลิกภาษีเจาะจงได้หรือเสีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *