เปิดใจ ‘พระสะหรียศ’ เดินธุดงค์กว่า 700 กม. จาก ‘มจร’ สู่เชียงใหม่ หวังสร้างศรัทธาผ่านการปฏิบัติ

ในยุคที่ความเร่งรีบและเทคโนโลยีเข้ามาครอบงำชีวิตประจำวัน หลายคนอาจรู้สึกหลงลืมหรือห่างเหินจากสิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา” หรือ “ความสงบภายใน” แต่ในวันที่สังคมดูเหมือนจะเดินห่างจากธรรมะ ยังมีผู้หนึ่งที่เลือกเดินสวนทางกับกระแสนั้นด้วยเท้าเปล่าและใจที่มั่นคง

เปิดใจ ‘พระสะหรียศ’ เดินธุดงค์กว่า 700 กม. จาก ‘มจร’ สู่เชียงใหม่ หวังสร้างศรัทธาผ่านการปฏิบัติ

พระสะหรียศ มหาสกฺโก อายุ 45 ปี พรรษา 7 พระวิปัสสนาจารย์จากวัดพระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ได้ตัดสินใจเดินธุดงค์ระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มุ่งสู่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 730 ปีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่

การเดินธุดงค์ครั้งนี้เริ่มต้นหลังจากท่านได้รับตราตั้งและพัดพระวิปัสสนาจารย์ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 และเดินทางถึงจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 2 มกราคม 2569 ใช้เวลาทั้งสิ้น 23 วัน ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นและร่างกายที่เข้มแข็ง

หัวใจของธุดงค์ คือการเรียกศรัทธากลับคืนสู่สังคม

ปณิธานสำคัญของการเดินธุดงค์ครั้งนี้ คือการเรียกศรัทธา และสร้างศรัทธาใหม่ ต่อพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ในสังคมปัจจุบัน ผ่านการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “บาตร 1 ใบ กับใจที่เลื่อมใสในพระศาสนา”

  • เพื่อฉลองตราตั้งและพัดพระวิปัสสนาจารย์
  • เพื่อฉลองศรัทธาปสาทะของญาติโยมผู้สนับสนุนและถวายทุนการศึกษาในสาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา
  • เพื่อระดมทุนบอกบุญร่วมสร้าง ศาลาปฏิบัติธรรมหอกัมมัฏฐานล้านนาแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่

ตลอดเส้นทาง ท่านยึดถือหลักธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ได้แก่ บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตร อยู่ป่าช้าเป็นวัตร เดินวันละ 30 กิโลเมตร ไม่สวมรองเท้า และพิจารณากาย–ใจทุกย่างก้าว

เดินด้วยเท้าเปล่า พิจารณาทุกความรู้สึก

กิจวัตรการเดินธุดงค์ในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 05.30 – 17.30 น. รวมเวลาเดินและพักวันละประมาณ 12 ชั่วโมง เฉลี่ย 30 กิโลเมตรต่อวัน โดยไม่สวมรองเท้า เพื่อพิจารณาผัสสะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตามหลักวิปัสสนาภาวนา

ท่านเล่าให้ฟังว่า ตลอดเส้นทางได้พิจารณาเวทนาและสังขาร เห็นความบอบบางของร่างกายมนุษย์ ตลอดจนพิจารณามูลละกัมมัฏฐานจากซากสัตว์และอุบัติเหตุ สะท้อนความไม่เที่ยงและความประมาทของสรรพชีวิต ซึ่งล้วนเป็นบทเรียนสำคัญในการขัดเกลากิเลสในเพศสมณะ

“ได้ตามดูเวทนาที่เกิดขึ้น ต้องต่อสู้กับความรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลา จากฝ่าเท้าขึ้นน่อง หัวเข่า ต้นขา สะโพก ก้นกบ บั้นเอว แผ่นหลัง บ่าไหล่ ต้นแขนสองข้าง ขึ้นสู้หัว หมุนเวียนวนกันตลอดเวลา” พระสะหรียศ กล่าว

ชนะใจตนเอง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่ระยะทางหรือร่างกาย แต่คือ “ใจ” พระสะหรียศ กล่าวว่า จิตเป็นตัวกระตุ้น เป็นตัวบังคับให้เดิน ให้ลุก ให้นั่งพัก ให้ก้าวต่อไป จิตแข็ง ใจแกร่ง ก็สามารถบรรลุเป้าหมายในการเดินให้ครบวันละ 30 กิโลเมตร

“ร่างกายคนเราเปรียบดั่งเครื่องยนต์ เหมือนติดเครื่องแล้วต้องเดินตลอดต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาในการเดิน 12 ชม./วัน พักคราวละ 10-15 นาทีแล้วไปต่อเลย การพักนานเกินไป ตัวถีนะมิทธะ (ความท้อแท้) มักเข้าแทรก ความง่วงอาจทำให้เราต้องบู๊ทเครื่องใหม่ในการเดินใหม่อีกครั้ง ทำให้ล่าช้า สู้กับใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ชนะใจตนเองได้จึงดีที่สุด”

นอกจากนี้ยังได้เห็นธรรมคือธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลาย ยังมีความมักง่ายและประมาทอยู่เสมอตลอดเวลา ตลอดทางที่ก้าวย่างได้เห็นสิ่งปฏิกูลอาจมของเสียจากร่างกายมนุษย์ที่ถ่ายทิ้งตลอดทาง ได้พิจารณามูลละกัมมัฏฐานของเสียของเน่าในร่างกายมนุษย์ได้เห็นได้กลิ่นร่างกายมนุษย์นี้ประกอบไปด้วยขี้ที่น่ารังเกียจขยะแขยง ตลอดทางพบเห็นแต่รอยอุบัติเหตุทางรถยนต์ คือความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย

การเดินธุดงค์ของพระสะหรียศ ไม่ใช่แค่การเดินไปยังจุดหมาย แต่คือการเดินเข้าสู่ใจตนเอง และการเดินเพื่อปลุกศรัทธาในใจของผู้คนอีกมากมาย การเดินด้วยเท้าเปล่าท่ามกลางความร้อน ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า คือการพิสูจน์ว่า ศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านการกระทำ

หากคุณรู้สึกว่าชีวิตนี้เดินเร็วเกินไป ลองหันมามองการเดินของพระสะหรียศ แล้วอาจพบว่า บางที ความสงบและศรัทธา ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม เพียงแค่เราตั้งใจก้าวไปทีละก้าว

ที่มา – เปิดใจ ‘พระสะหรียศ’ เดินธุดงค์กว่า 700 กม. จาก ‘มจร’ สู่เชียงใหม่ หวังสร้างศรัทธาผ่านการปฏิบัติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *