เผยโทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ หนักสุดถึงขั้นตัดแต้ม

วงการฟุตบอลไทยกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดชาติพันธุ์ และการข่มขู่ในเกมไทยลีก 2 ระหว่าง พัทยา ยูไนเต็ด กับ พลังกาญจน์ เอฟซี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ เพราะมีภาพและเสียงจากคลิปแสดงให้เห็นพฤติกรรมของกองเชียร์บางรายอย่างชัดเจน

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การเหยียดหยามทางชาติพันธุ์ไม่ควรเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลหรือพื้นที่ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนด้วยถ้อยคำรุนแรง การใช้คำพูดดูหมิ่นรูปลักษณ์ เชื้อชาติ หรือสัญชาติของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการนำป้ายข้อความยั่วยุหรือข่มขู่เข้ามาในสนาม เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเชียร์กีฬา แต่เป็นการทำลายศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของผู้อื่น

เผยโทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ หนักสุดถึงขั้นตัดแต้ม

สำหรับ โทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ สมาคมฟุตบอลไทยกำหนดบทลงโทษเอาไว้หลายระดับ โดยพิจารณาจากผู้กระทำ ลักษณะของเหตุการณ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้น หากผู้กระทำเป็นนักกีฬา อาจถูกลงโทษแบนตั้งแต่ 1-3 นัด พร้อมปรับเงินตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท บทลงโทษดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านักฟุตบอลในฐานะบุคคลสาธารณะต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตนเองอย่างมาก

โทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ แบ่งตามผู้กระทำ

หากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ทีม จะมีโทษแบน 2 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 10,000-40,000 บาท ส่วนกรณีที่เกิดจากกองเชียร์ อาจถูกปรับตั้งแต่ 10,000-30,000 บาท หากมีผู้กระทำหลายคนพร้อมกัน โทษปรับอาจอยู่ที่ 20,000-40,000 บาท ทั้งนี้ สโมสรต้นสังกัดอาจต้องร่วมรับผิดชอบ หากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ภายในสนามได้อย่างเหมาะสม

ในยุคที่ผู้ชมสามารถบันทึกเหตุการณ์และเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ทันที การใช้เครื่องขยายเสียงหรือการไลฟ์สดเพื่อเผยแพร่ถ้อยคำเหยียดหยามและข่มขู่ก็ถือเป็นความผิดเช่นกัน กรณีนี้มีโทษปรับตั้งแต่ 30,000-50,000 บาท ซึ่งเป็นการย้ำว่าการกระทำบนโลกออนไลน์ไม่ได้อยู่นอกเหนือกฎระเบียบของการแข่งขันฟุตบอล

ป้ายเชียร์ยั่วยุอาจทำให้สโมสรเสียหายหนัก

นอกจากคำพูดจากกองเชียร์แล้ว ป้ายเชียร์ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องระมัดระวัง หากมีข้อความยั่วยุ ข่มขู่ ดูหมิ่นทีมคู่แข่งขัน กองเชียร์ฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นข้อความที่ไม่เหมาะสม สโมสรอาจถูกปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโทษห้ามใช้สนามเหย้าเป็นเวลา 1-3 นัด และอาจถูกตัดคะแนนถึง 3 คะแนน

การตัดคะแนนถือเป็นบทลงโทษที่ส่งผลโดยตรงต่อผลงานของสโมสร เพราะทุกคะแนนมีความสำคัญต่อการลุ้นแชมป์ การเลื่อนชั้น หรือการหนีตกชั้น หากทีมต้องเสียคะแนนจากพฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ความเสียหายจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ก่อเหตุ แต่กระทบต่อนักกีฬา โค้ช ผู้บริหาร ผู้สนับสนุน และแฟนบอลส่วนใหญ่ที่ตั้งใจเข้าชมการแข่งขันอย่างสุภาพ

  • นักกีฬาเหยียดชาติพันธุ์: แบน 1-3 นัด และปรับ 10,000-60,000 บาท
  • เจ้าหน้าที่ทีม: แบน 2 นัด และปรับ 10,000-40,000 บาท
  • กองเชียร์: ปรับ 10,000-30,000 บาท
  • การกระทำพร้อมกันหลายคน: ปรับ 20,000-40,000 บาท
  • ใช้เครื่องขยายเสียงหรือไลฟ์ออนไลน์: ปรับ 30,000-50,000 บาท
  • ป้ายเชียร์ยั่วยุหรือข่มขู่: ปรับสูงสุด 100,000 บาท ห้ามเล่นในบ้าน และอาจถูกตัด 3 คะแนน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่าย สโมสรควรเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมบนอัฒจันทร์ และสื่อสารกับแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แฟนบอลเองสามารถเชียร์ทีมรักได้เต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเหยียดหยามหรือทำให้คู่แข่งรู้สึกไม่ปลอดภัย

โทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดความสนุกของการเชียร์ฟุตบอล แต่มีไว้เพื่อรักษาคุณค่าของกีฬาและปกป้องทุกคนในสนาม หากแฟนบอลช่วยกันเชียร์อย่างสร้างสรรค์ ฟุตบอลไทยก็จะเป็นพื้นที่ที่นักกีฬาและผู้ชมทุกเชื้อชาติสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิใจ ดังนั้น ก่อนตะโกนหรือเผยแพร่ข้อความใด ควรคิดถึงผลกระทบให้รอบคอบ เพราะการเชียร์ที่ดีควรสร้างพลังให้ทีม ไม่ใช่สร้างบาดแผลให้ผู้อื่น

ที่มา – เผยโทษเหยียดเชื้อชาติ-ข่มขู่ หนักสุดถึงขั้นตัดแต้ม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *