เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามอง หลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและยืดเยื้อมานาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงตลาดหุ้น ค่าเงิน และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่านายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน หรือเอฟโอเอ็มซี มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 จากระดับ 3.50–3.75% มาอยู่ที่ระดับ 3.75–4.00%

เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

เหตุผลสำคัญของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ คือเฟดยังคงกังวลกับเงินเฟ้อของสหรัฐที่สูงกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลานาน แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เฟดตั้งเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อของสหรัฐยังสูงกว่าเป้าหมายดังกล่าวมานานกว่า 5 ปี ทำให้คณะกรรมการต้องส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังไม่ชะลอตัวลงอย่างเพียงพอ

ผลกระทบจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของประชาชนและภาคธุรกิจ ผู้ที่มีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บัตรเครดิต อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ฝากเงินอาจได้รับผลตอบแทนจากบัญชีเงินฝากหรือผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์สูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ย

สำหรับภาคธุรกิจ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนการลงทุนและการขยายกิจการเพิ่มขึ้น บริษัทบางแห่งอาจชะลอการลงทุนหรือปรับแผนการดำเนินงานเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอาจมีความผันผวน เพราะนักลงทุนต้องประเมินว่ากำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด

  • ผู้กู้มีภาระดอกเบี้ยและค่างวดเพิ่มขึ้น
  • ผู้ฝากเงินมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากเงินออมสูงขึ้น
  • ภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุนและการจ้างงาน
  • ตลาดหุ้นและตลาดเงินอาจเกิดความผันผวน
  • ค่าเงินดอลลาร์อาจได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของเฟด โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐควรอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากสหรัฐมีความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อสูงที่สุดในโลก เขายังวิจารณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประชาชนเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต

ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่างฝ่ายบริหารประเทศกับธนาคารกลางอย่างชัดเจน โดยเฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านเสถียรภาพราคา ขณะที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนการเติบโตและลดภาระทางการเงินของประชาชน การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางจึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ

ปัญหาเงินเฟ้อยังเกี่ยวข้องกับราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดค้าส่ง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และการให้บริการก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันปรับตัวเพิ่มขึ้นและกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่าประชาชนควรเตรียมรับมือกับภาวะดอกเบี้ยสูงด้วยการทบทวนรายรับรายจ่าย ลดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เกินความจำเป็น ผู้ที่มีสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อส่วนบุคคลควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญา รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการรีไฟแนนซ์ ขณะเดียวกันผู้มีเงินออมอาจพิจารณากระจายเงินไปยังผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของตนเอง

โดยสรุป เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อพยายามควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้มาตรการนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อผู้กู้และธุรกิจในระยะสั้น แต่เฟดมองว่าเป็นแนวทางจำเป็นในการลดความร้อนแรงของราคา ประชาชนจึงควรติดตามทิศทางดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิดและวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ เพราะการตัดสินใจของเฟดอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ที่มา – เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทรัมป์ไม่พอใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *