เรื่องอัปยศที่เราต้องทวงถาม: สวัสดิภาพที่หายไปในงานก่อสร้าง
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความปลอดภัยบนท้องถนนและพื้นที่ก่อสร้างเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่ดูเหมือนว่า เรื่องอัปยศที่เราต้องทวงถาม ในปัจจุบันกลับกลายเป็นเพียงการโยนความรับผิดชอบไปมาของฝั่งการเมือง แทนที่จะหันมาโฟกัสถึงความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง
จุดเริ่มต้นของความเดือดร้อนและการทวงถามถึงเรื่องอัปยศที่เราต้องทวงถาม
เหตุการณ์อุบัติเหตุจากการก่อสร้างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเครนถล่มหรือการบริหารจัดการถนนที่ไม่เป็นธรรม สร้างผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน รัฐบาลมักจะออกมาให้ข่าวสร้างภาพลักษณ์ว่าเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อถึงเวลาตรวจสอบกลับพบว่าสิ่งที่พูดไว้เป็นเพียงลมปาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความล่าช้าในการจัดการกับผู้รับเหมาเจ้าปัญหาที่ใครๆ ก็รู้ว่าไม่มีประสิทธิภาพ
สมุดพกผู้รับเหมา เครื่องมือที่มีไว้เพื่ออะไร?
นโยบาย สมุดพกผู้รับเหมา ที่รัฐบาลนำเสนอ กลายเป็นประเด็นที่น่าขัน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบถึงชีวิตคน กลับไม่ได้มีบทลงโทษที่เด็ดขาดสมกับความสูญเสีย สิ่งที่ประชาชนเห็นคือกระบวนการหาข้ออ้างว่ากระทรวงนั้นไม่เกี่ยว กรมบัญชีกลางตอบไม่ได้ หรืออัยการแนะว่ายกเลิกสัญญาไม่ได้เพราะกลัวฟ้องร้อง ซึ่งนั่นคือจุดที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า เรื่องอัปยศที่เราต้องทวงถาม จริงๆ ก็คือความหละหลวมของรัฐที่ไม่กล้าจัดการกับเอกชนรายใหญ่
หากลองสรุปประเด็นความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เราจะเห็นปัญหาหลักๆ ดังนี้:
- ขาดความเด็ดขาดในการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาที่ไร้มาตรฐาน
- การอ้างเรื่องผลกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อดึงเกมไม่ให้มีการแบล็กลิสต์ผู้กระทำผิด
- ไม่มีเกณฑ์วัดความผิดในสมุดพกที่ส่งผลต่อการหยุดงานจริง
เราต้องเลิกยอมรับการทำงานแบบผักชีโรยหน้า การที่ สส. ศุภณัฐ มีนชัยนันทน์ พยายามจี้ปมเรื่องนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่รัฐบาลต้องมากกว่าแค่การตอบแบบขอไปที การปล่อยให้ผู้รับเหมาที่เคยทำงานพลาดซ้ำซากยังคงได้รับงานรัฐต่อไป เป็นการตอกย้ำความล้มเหลวของกระบวนการปกครองที่เราทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียงดังๆ เพื่อทวงคืนความปลอดภัยกลับมาสู่สังคม หากเรานิ่งเฉย ก็เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้ความมักง่ายเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานปกติของประเทศต่อไป
ที่มา – เรื่องอัปยศที่เราต้องทวงถาม