เลิกทางด่วนขั้นที่3สายเหนือตัดเหลือ6.7กม.แปะด่วนฉลองรัช
โครงการทางด่วนฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกฯ สายเหนือที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “ทางด่วนขั้นที่3สายเหนือ” ตอน N2 ได้รับการปรับแผนใหม่จากเดิมที่มีระยะทาง 11.3 กิโลเมตร เหลือเพียง 6.7 กิโลเมตร พร้อมเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างเป็นทางยกระดับ 4 ช่องจราจร ด้านละ 2 ช่องทาง โดยมีวงเงินการลงทุนประมาณ 13,000 ล้านบาท ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นการตัดทอนข้อโต้แย้งที่เคยมีต่อการสร้างอุโมงค์ฯ และลดต้นทุนในการดำเนินโครงการ
เลิกทางด่วนขั้นที่3สายเหนือตัดเหลือ6.7กม.แปะด่วนฉลองรัช
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยเฉพาะฐานราก (ตอม่อ) เนื่องจากได้ว่าจ้าง บริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ ด้วยวงเงินกว่า 8.4 ล้านบาทเพื่อตรวจสอบจำนวน 7 ต้นในบริเวณถนนประเสริฐมนูกิจเพื่อความพร้อมในการก่อสร้างทางด่วนสายใหม่นี้ ทั้งยังมีการปิดช่องทางจราจร 2 ช่องทาง ระหว่างเวลา 22.00 น.– 05.00 น. ของทุกวัน เพื่อดำเนินการสำรวจจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
โครงสร้างยกระดับแทนอุโมงค์ลดต้นทุน
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เกิดจากการเจรจาและศึกษาแนวทางที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งกับหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และผลกระทบกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย–มีนบุรี) ที่มีเส้นทางทับซ้อนกันในช่วง 6.7 กม. ทำให้รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลต้องปรับแบบการออกแบบด้วย ซึ่งส่งผลให้แผนการเสนอขึ้นบอร์ด รฟม. ล่าช้าประมาณ 6 เดือน
แผนการใหม่นี้ยังเตรียมเชื่อมโยงระบบทางพิเศษระหว่าง ฝั่งเหนือกับฝั่งตะวันออก ของกรุงเทพฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการเชื่อมต่อ ทางด่วนฉลองรัช กับ วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม แม้มองจะมีความพร้อมทางเทคนิค แต่จะต้องรอความเห็นชอบอีกหลายหน่วยงาน รวมถึงrellasión นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้กระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ การใช้ฐานรากเดิมซึ่งสร้างเมื่อปี 2543 มีอายุมากกว่า 25 ปีแล้ว กทพ. จึงต้องมีการตรวจสอบความทนทานอย่างละเอียด โดยเลือกสุ่มตรวจสอบจำนวน 7 ต้น ครอบคลุมทุกกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างสามารถรองรับการจราจรสูงสุดตามแผนได้อย่างปลอดภัย
หากทุกขั้นตอนดำเนินไปตามแผน คาดว่าจะสามารถประกวดราคาหาผู้รับเหมาภายในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างได้ภายในไม่เกิน 3 ปี โดยเปิดใช้บริการได้ในปี 2572 โดยมีค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ อยู่ที่ 30 บาท และจำกัดเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองยังคงต้องการความประสานงานอย่างใกล้ชิดทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดปัญหาและสนับสนุนให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น


