เวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3

เวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถด้านการร้องเพลง พร้อมร่วมดูแลมรดกดนตรีไทยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้เรียนรู้ ฝึกฝน และพิสูจน์ตัวเองผ่านบทเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพลงไทยร่วมสมัย

ตลอดระยะเวลาการคัดเลือกนาน 3 เดือน มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 2,200 คน สะท้อนให้เห็นว่าเพลงไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แม้ยุคนี้จะมีเพลงจากหลากหลายประเทศและหลากหลายแนวให้เลือกฟัง แต่เสียงเพลงไทยยังสามารถเชื่อมโยงผู้คนต่างวัยเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี

เวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3 กับพลังคนรุ่นใหม่

การประกวดจัดขึ้นภายใต้โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ซีซัน 3 ปี 2569 โดยร่วมมือกับโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และหน่วยงานพันธมิตร เช่น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และช่องวัน 31 เป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมทักษะด้านคีตศิลป์และดุริยางคศิลป์ รวมถึงช่วยต่อยอดความสามารถของเยาวชนไปสู่การศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มีผู้เข้าแข่งขัน 15 คนสุดท้ายจากทั่วประเทศขึ้นเวทีชิงตำแหน่งแชมป์ประเทศไทย ทุกคนต้องถ่ายทอดบทเพลงด้วยความสามารถ น้ำเสียง อารมณ์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง ท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัว ครูอาจารย์ และผู้ชมที่มาร่วมสร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความอบอุ่น

เวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3 สร้างประสบการณ์ล้ำค่า

นอกจากถ้วยรางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัลรวมกว่า 500,000 บาท สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันได้รับยังรวมถึงประสบการณ์บนเวทีจริง การทำงานร่วมกับทีมงานมืออาชีพ และคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านดนตรี ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้เยาวชนเข้าใจว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการฝึกซ้อม ความอดทน และการเปิดใจรับฟังคำแนะนำ

พิธีครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยศิลปินแห่งชาติและศิลปินที่ได้รับความนิยมจากคนไทยร่วมทำหน้าที่คณะกรรมการ อาทิ ครูสลา คุณวุฒิ วิชัย ปุญญะยันต์ ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล ทศพล หิมพานต์ ชมพู ฟรุตตี้ ดาว มยุรี ระวิวรรณ จินดา รัดเกล้า อามระดิษ และวิทวัส วีระญาโณ หรือครูเจ

ครูสลา คุณวุฒิ หนึ่งในคณะกรรมการประเภทเพลงลูกทุ่ง กล่าวว่า รู้สึกชื่นใจที่เห็นเยาวชนไทยกว่า 2,200 คนสนใจเข้าร่วมโครงการ และมองว่าการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สืบสานบทเพลงจากรุ่นปู่ย่าตายายเป็นเรื่องที่มีความหมาย เพราะช่วยสร้างเส้นทางให้เยาวชนได้เดินตามความฝัน และทำให้บทเพลงไทยร่วมสมัยยังคงถูกส่งต่อไปในอนาคต

เรื่องราวของผู้ชนะจากทั้งสามประเภท

ด.ญ.เปมิกา กวิ หรือ “น้องฟินฟิน” จากโรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา จังหวัดภูเก็ต คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเพลงลูกกรุงจากบทเพลงบ้านทรายทอง โดยเธอเลือกเพลงนี้เพราะมีรายละเอียดในการร้องที่หลากหลาย ทั้งคำหยอด การเอื้อน และการควบคุมไดนามิก น้องฟินฟินเผยว่าเธอเข้าประกวดเป็นปีที่ 2 และรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ความพยายามจากการฝึกซ้อมได้รับผลตอบแทน

ด้าน ด.ญ.ณธิดา อาจจินดา หรือ “น้องอั่งเปา” จากโรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทเพลงลูกทุ่งจากบทเพลงสาวเพชรบุรี ก่อนขึ้นเวทีเธอรู้สึกตื่นเต้นและกดดัน แต่คำสอนของคุณครูช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น น้องอั่งเปายังเล่าว่าคุณย่าซึ่งชื่นชอบเพลงลูกทุ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ และเป็นผู้สอนให้เธอรู้จักการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก

ขณะที่ ด.ญ.รมิตา รังสิยาภรณ์รัตน์ หรือ “น้องกะทิ” จากโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเพลงร่วมสมัยจากบทเพลงฉันทำผิดเอง เธอเคยรู้สึกไม่มั่นใจและเคยคิดจะเลิกร้องเพลงหลังจากแพ้การประกวด แต่เมื่อสะสมประสบการณ์มากขึ้นก็เรียนรู้ว่าความผิดหวังสามารถนำมาใช้พัฒนาตัวเองได้ น้องกะทิฝากถึงเพื่อน ๆ ว่าอย่าเพิ่งถอดใจ หากตั้งใจฝึกซ้อมและพยายามอย่างเต็มที่ วันหนึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้

บทเรียนสำคัญจากการอนุรักษ์เพลงไทย

  • เพลงไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ เมื่อมีการนำเสนออย่างสร้างสรรค์และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วม
  • การฝึกซ้อมช่วยสร้างความมั่นใจ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเตรียมตัวทั้งด้านเสียง อารมณ์ และการแสดงบนเวที
  • ครอบครัวและครูมีบทบาทสำคัญ กำลังใจจากคนใกล้ตัวช่วยให้เยาวชนกล้าก้าวผ่านความกดดัน
  • ความพ่ายแพ้คือประสบการณ์ การไม่ได้รับรางวัลไม่ได้หมายความว่าความพยายามสูญเปล่า เพราะทุกเวทีช่วยพัฒนาทักษะได้

หัวใจของโครงการไม่ได้อยู่ที่การค้นหาผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่การทำให้เยาวชนจำนวนมากได้รู้จักคุณค่าของเพลงไทยและกล้าที่จะนำเพลงเหล่านี้ไปถ่ายทอดต่อ การอนุรักษ์จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในห้องเรียนหรือเวทีประกวดเท่านั้น ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากการฟัง ร้อง เล่น หรือแบ่งปันบทเพลงไทยให้คนรอบตัว

เวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ได้รับโอกาส พวกเขาสามารถเป็นพลังสำคัญในการรักษามรดกดนตรีไทยได้ หากมีใจรักและพร้อมฝึกฝน ไม่ว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ ทุกคนก็มีส่วนช่วยให้เสียงเพลงไทยเดินทางจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ขอชวนเยาวชนที่รักการร้องเพลงติดตามโอกาสในซีซันต่อไป และเริ่มฝึกซ้อมเพลงไทยที่ชื่นชอบตั้งแต่วันนี้

ที่มา – เปิดเวทีเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซัน 3 ชูพลังคนรุ่นใหม่รักษามรดกดนตรี จากรุ่นสู่รุ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *