เวทีไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลกสร้างการเติบโตทั่วถึง

เมื่อพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลายคนมักนึกถึงตัวเลขจีดีพี การลงทุนจากต่างประเทศ หรือมูลค่าการส่งออกของประเทศเป็นหลัก ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามว่า คนไทยทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเติบโตมากน้อยเพียงใด หากรายได้ยังกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่หรือบางธุรกิจ การเติบโตนั้นก็อาจยังไม่ใช่การเติบโตที่ประชาชนรู้สึกได้อย่างแท้จริง

จากมุมมองของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย การที่ประเทศไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank 2026 จึงมีความหมายมากกว่าการจัดงานระดับนานาชาติ เพราะเป็นเวทีที่รัฐบาลสามารถนำเสนอศักยภาพของไทย เชื่อมโยงกับเครือข่ายเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง แนวคิดสำคัญคือ เวทีไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลกสร้างการเติบโตทั่วถึง ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

เวทีไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลกสร้างการเติบโตทั่วถึง

การเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสื่อสารจุดแข็งของประเทศ ทั้งด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การเกษตร เทคโนโลยี และบริการสมัยใหม่ รัฐบาลสามารถใช้ช่วงเวลานี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง นักลงทุนไม่ได้มองเพียงสิทธิประโยชน์หรือขนาดตลาดเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความมั่นคงของนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และความสามารถของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนควรเดินควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจชุมชน หากรัฐบาลสามารถเชื่อมโยง SME เข้ากับนักลงทุน บริษัทข้ามชาติ และเครือข่ายคู่ค้าต่างประเทศได้ ก็จะช่วยเปิดตลาด เพิ่มองค์ความรู้ และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้มากขึ้น

เวทีไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลกสร้างการเติบโตทั่วถึงผ่านเศรษฐกิจชุมชน

การเติบโตที่ครอบคลุม หรือ Inclusive Growth เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาส ไม่ใช่แค่การขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แนวคิดนี้มองว่า ประชาชนควรมีโอกาสเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ รายได้ที่เหมาะสม การศึกษา เทคโนโลยี เงินทุน และหลักประกันทางสังคมอย่างเป็นธรรม สำหรับประเทศไทย การประชุม IMF–World Bank สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนได้หลายแนวทาง เช่น

  • เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าท้องถิ่น ผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการรายย่อยนำเสนอสินค้าแก่ผู้เข้าร่วมงาน
  • จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่าง SME ไทยกับพันธมิตรจากต่างประเทศ
  • สนับสนุนการใช้บริการของโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทเดินทาง และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่
  • พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและย่านเศรษฐกิจให้เชื่อมต่อกับสถานที่จัดประชุม
  • สร้างช่องทางให้ชุมชนเข้าถึงความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การเงิน และการส่งออก

แนวทางเหล่านี้ช่วยให้เงินหมุนเวียนจากการจัดงานกระจายไปสู่ผู้ประกอบการหลายระดับ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนจะเห็นประโยชน์ผ่านยอดขายที่เพิ่มขึ้น งานใหม่ รายได้เสริม และโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ หากมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ การประชุมระดับโลกก็สามารถกลายเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตต่อเนื่อง แม้งานจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

การวัดผลต้องมากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงาน รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลกระทบต่อประชาชนอย่างชัดเจน เช่น จำนวน SME ที่ได้คู่ค้ารายใหม่ มูลค่าการซื้อขายของธุรกิจท้องถิ่น จำนวนงานที่เกิดขึ้น รายได้ของแรงงานในพื้นที่ และการลงทุนที่ต่อยอดหลังการประชุม ตัวชี้วัดเหล่านี้จะช่วยตอบได้ว่า การเป็นเจ้าภาพสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริงมากเพียงใด

นอกจากนี้ ควรเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบงาน การรับฟังความคิดเห็นจะช่วยให้รัฐบาลเข้าใจความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ เช่น บางชุมชนอาจต้องการการพัฒนาทักษะ บางแห่งต้องการเงินทุนหรือระบบขนส่งที่ดีขึ้น ขณะที่บางธุรกิจต้องการข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ

องค์ความรู้จากการประชุมยังสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายระยะยาวได้ โดยเฉพาะเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม และการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก รัฐบาลควรแปลงข้อเสนอและบทสนทนาจากเวทีนานาชาติให้เป็นแผนปฏิบัติที่มีเป้าหมายชัดเจน มีหน่วยงานรับผิดชอบ และมีการรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบ

สำหรับประชาชนทั่วไป ประเด็นนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจที่ดีไม่ควรถูกประเมินจากตัวเลขบนหน้าข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความมั่นคงของรายได้ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม โอกาสในการมีงานทำ และความสามารถในการวางแผนอนาคต หากคนในเมืองใหญ่ เกษตรกร แรงงานอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย และคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น นั่นจึงจะเป็นสัญญาณของการเติบโตที่มีคุณภาพ

การประชุม IMF–World Bank 2026 จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบของประเทศไทย โอกาสคือการแสดงศักยภาพของประเทศต่อสายตานานาชาติ ส่วนบททดสอบคือการเปลี่ยนเวทีระดับโลกให้กลายเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทย รัฐบาลต้องมองไกลกว่าช่วงเวลาของการจัดงาน และวางระบบให้การลงทุน ความรู้ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นสามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เวทีไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลกสร้างการเติบโตทั่วถึงได้จริง หากทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดจากพิธีการที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ควรวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่มีคุณภาพ โอกาสของธุรกิจรายย่อย และความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ หากประเทศไทยต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เวทีครั้งนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่แข็งแรงและเป็นธรรมมากขึ้น

ที่มา – ‘นักวิชาการ’ชี้ใช้เวที’ไอเอ็มเอฟ–ธนาคารโลก’ สร้างการเติบโต ให้ถึงปชช.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *