เศรษฐกิจไทยชะลอตัวหนัก ฉุด 9 เดือนยอดขายบจ.ร่วง 6%
เศรษฐกิจไทยชะลอตัวหนัก ฉุด 9 เดือนยอดขายบจ.ร่วง 6%
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยแสดงให้เห็นถึงความชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่า บจ. จำนวน 817 บริษัท คิดเป็น 98.7% จากทั้งหมด 828 บริษัท ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 และพบว่ามีบริษัทที่รายงานกำไรสุทธิ 602 บริษัท คิดเป็น 73.7% ของบริษัททั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีบริษัทส่วนใหญ่ยังคงทำกำไรได้ แต่แนวโน้มการเติบโตของรายได้กลับหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองสำหรับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการ alike
ผลกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียน
หากพิจารณารายละเอียดในแง่ของยอดขาย บจ. ในตลาด SET มียอดขายรวม 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการลดลงนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนถึงความอ่อนตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารก็ลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) ที่อยู่ที่ 844,047 ล้านบาท แม้จะลดลง 7.3% ก็ตาม
ปัจจัยหนุนที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ยอดขายจะลดลง แต่บจ. มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% ซึ่งความขัดแย้งนี้เกิดจากปัจจัยหนุนพิเศษหลายประการ ได้แก่
- กำไรจากการควบรวมกิจการ
- กำไรจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ
- กำไรจากการลงทุน
บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งช่วยชดเชยการหดตัวของรายได้จากการดำเนินงานหลัก
หากพิจารณาโดยไม่รวมบจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีความผันผวนสูงจากปัจจัยราคาน้ำมันโลก บจ. มียอดขายลดลงเพียง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไตรมาส 3/2568 กับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อมองลึกลงไปในงวดไตรมาส 3/2568 เทียบกับไตรมาส 3/2567 จะพบว่าบจ. ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ
สาเหตุหลักมาจากบจ. ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน ทำให้ฐานเปรียบเทียบต่ำ ส่งผลให้อัตราการเติบโตดูดีขึ้น
แต่หากไม่รวมบจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 5.3% ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้
ความท้าทายจากหลายมิติ
นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขายบจ. ไทยในไตรมาส 3
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ
สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อบจ. ไทยในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะหมวดบริการ ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3
หมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตาม ยังมีหมวดธุรกิจบางประเภทที่สามารถเติบโตได้ดีแม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ได้แก่
- หมวดธุรกิจประกันภัย – ได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสังคมผู้สูงอายุ
- หมวดโทรคมนาคม – ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet ที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต
การเติบโตของสองหมวดธุรกิจนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
ในส่วนของบจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6%
ต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2%
อย่างไรก็ตาม บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%
บทวิเคราะห์และแนวโน้ม
จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ สามารถสรุปได้ว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวหนัก ฉุด 9 เดือนยอดขายบจ.ร่วง 6% เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวโน้มในอนาคตจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
- นโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค
- การปรับตัวของภาคธุรกิจต่อสภาวะแวดล้อมใหม่
สำหรับผู้ลงทุน ควรให้ความสำคัญกับบจ. ที่มีพื้นฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนผู้ประกอบการควรเน้นการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และมองหาโอกาสในการขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
โดยสรุปแล้ว แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะดูท้าทาย แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับผู้ที่สามารถปรับตัวและมองเห็นช่องทางการเติบโตได้อย่างทันท่วงที