‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ สองสามีภรรยานักธุรกิจราชบุรี
สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดราชบุรียังคงสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งบ้านเรือน ชุมชน และเส้นทางสัญจรต่างได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความยากลำบากครั้งนี้ ได้เกิดเรื่องราวน้ำใจที่น่าชื่นชมของภาคเอกชน เมื่อ ‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ สองสามีภรรยานักธุรกิจราชบุรี ตัดสินใจระดมกำลังคนและรถบรรทุกเข้าช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นายอนุสิทธิ์ แสงดารา หรือ “เสี่ยป้อม” และนางสาวทัศนีย์ รอดเทศ หรือ “ซ้อเจ” เป็นสองสามีภรรยาที่ทำธุรกิจค้ายางรถยนต์เก่าส่งรีไซเคิล รวมถึงรับจ้างถมดิน เมื่อเห็นข่าวความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดราชบุรี ทั้งคู่จึงร่วมกันวางแผนช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยนำทรัพยากรและทีมงานที่มีอยู่มาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม
‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ สองสามีภรรยานักธุรกิจราชบุรี ระดมกำลังช่วยน้ำท่วม
ภารกิจครั้งนี้เริ่มต้นจากการระดมทีมงานกว่า 20 ชีวิต พร้อมจัดขบวนรถพ่วงจำนวน 12 คัน เพื่อลำเลียงทรายไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รถพ่วงแต่ละคันทำงานอย่างต่อเนื่อง ขนทรายไปลงตามจุดต่าง ๆ เพื่อใช้กั้นทางน้ำและช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าบ้านเรือนของประชาชนมากขึ้น
การทำงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเวลากลางวัน เพราะทีมงานต้องปฏิบัติภารกิจตลอด 4 วัน 4 คืน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อยและเผชิญกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่ทุกคนยังคงเดินหน้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ เนื่องจากทรายแต่ละเที่ยวมีความสำคัญต่อการป้องกันพื้นที่และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ภารกิจของ ‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ ขนทรายกว่า 7,000 ตัน
นายอนุสิทธิ์เปิดเผยว่า ตนติดตามข่าวสถานการณ์น้ำท่วมมาโดยตลอด และรู้สึกเป็นห่วงประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน เมื่อเห็นว่าหลายครอบครัวต้องเร่งขนย้ายสิ่งของและพยายามป้องกันน้ำเข้าบ้าน จึงตัดสินใจร่วมมือกับภรรยาเพื่อช่วยเหลือสังคมให้เร็วที่สุด
ตลอดระยะเวลาการทำงาน ทีมของ ‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ สองสามีภรรยานักธุรกิจราชบุรี สามารถขนทรายได้รวมกว่า 7,000 ตัน โดยนำไปกระจายตามจุดที่มีความเสี่ยงและบริเวณชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ การสนับสนุนครั้งนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชน เพราะทั้งคู่ตั้งใจช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง
- ระดมทีมงานกว่า 20 คนร่วมปฏิบัติภารกิจ
- จัดรถพ่วงจำนวน 12 คันขนส่งทรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
- ปฏิบัติงานต่อเนื่อง 4 วัน 4 คืน
- ขนทรายรวมมากกว่า 7,000 ตัน
- ช่วยเหลือประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นอกจากการนำทรายไปกั้นมวลน้ำแล้ว ทีมงานยังต้องสำรวจพื้นที่เพื่อดูว่าจุดใดมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด การทำงานลักษณะนี้ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างคนขับรถ ทีมขนส่ง และชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้การลำเลียงทรายเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่กีดขวางการสัญจรของประชาชน
เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในท้องถิ่นสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดเพียงฝ่ายเดียว เมื่อทุกคนร่วมมือกันตามกำลังที่มี ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน รถขนส่ง วัสดุอุปกรณ์ หรือการประสานงาน ก็สามารถช่วยลดความเสียหายและสร้างกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยได้
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ ความช่วยเหลือจาก ‘เสี่ยป้อม-ซ้อเจ’ สองสามีภรรยานักธุรกิจราชบุรี ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ทรายจำนวนมากที่นำมากั้นน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังเผชิญความเครียดและความไม่แน่นอน การเห็นภาคเอกชนลงมือทำงานเคียงข้างประชาชน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชุมชนไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
นายอนุสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยแนวคิดที่ยึดถือมาตลอดว่า “ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอา” คำพูดสั้น ๆ นี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนมองเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงเกิดภัยพิบัติที่ทุกนาทีมีความสำคัญ
เหตุการณ์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของน้ำใจคนไทยที่พร้อมยื่นมือเข้าช่วยกันในยามลำบาก หากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงจัง สังคมก็จะสามารถก้าวผ่านวิกฤติน้ำท่วมไปได้อย่างเข้มแข็ง ผู้อ่านสามารถส่งต่อเรื่องราวดี ๆ นี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและสนับสนุนให้เกิดการช่วยเหลือในชุมชนต่อไป

