เหล็กคาร์บอนต่ำ ทางเลือกใหม่ของงานก่อสร้าง

ก่อนที่อาคารหนึ่งหลังจะกลายเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง วัสดุทุกชนิดล้วนผ่านกระบวนการผลิตและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของงานก่อสร้าง ตั้งแต่บ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ ปัจจุบันภาคก่อสร้างจึงไม่ได้มองเฉพาะความแข็งแรงและราคาของวัสดุเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับปริมาณคาร์บอนแฝง หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น

แนวคิดเรื่อง เหล็กคาร์บอนต่ำ จึงได้รับความสนใจ เพราะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่ผลิตจากเศษเหล็กรีไซเคิล 100% และใช้เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้าอีเอเอฟ หรือ Electric Arc Furnace (EAF) กระบวนการนี้ช่วยเปลี่ยนวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วให้กลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กเส้นใหม่ ทำให้ทรัพยากรสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบได้นานขึ้น

เหล็กคาร์บอนต่ำ คืออะไร และช่วยงานก่อสร้างอย่างไร

เหล็กคาร์บอนต่ำในบริบทของงานก่อสร้าง หมายถึงเหล็กที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเหล็กที่ผลิตด้วยกระบวนการแบบดั้งเดิม โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เศษเหล็กรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ แทนการพึ่งพาแร่เหล็กจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เมื่อเศษเหล็กถูกคัดแยกและนำกลับเข้าสู่โรงงาน จึงช่วยลดความจำเป็นในการขุดเจาะทรัพยากรใหม่ รวมถึงลดขั้นตอนบางส่วนที่ใช้พลังงานสูง

สำหรับกรณีของเหล็กเส้นอีเอฟ วัตถุดิบเป็นเศษเหล็กรีไซเคิล 100% และผ่านการหลอมด้วยเตาไฟฟ้า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถควบคุมกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับคุณภาพเหล็กที่ต้องการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่มุ่งให้วัสดุถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการกลายเป็นของเสีย

เหล็กคาร์บอนต่ำกับเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือการนำเศษโลหะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคไม่ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบ โดยเศษเหล็กบางส่วนมาจากโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ของโฮมโปร เมื่อนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาคัดแยก เศษโลหะที่เหมาะสมจะถูกส่งต่อเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น กระบวนการนี้เชื่อมโยงตั้งแต่บ้านของผู้บริโภค โรงคัดแยก โรงงานผลิต ไปจนถึงการนำเหล็กกลับมาใช้ในอาคารและสิ่งปลูกสร้าง

การหมุนเวียนเช่นนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มคุณค่าของวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว นอกจากนี้ยังทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับการลดขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น เพียงเลือกส่งต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าอย่างถูกวิธี แทนการทิ้งรวมกับขยะทั่วไป

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตเหล็ก

ข้อมูลจากรายงาน Sustainability Indicators 2024 ของสมาคมเหล็กโลก หรือ World Steel Association ระบุว่า การผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมไฟฟ้าอีเอเอฟมีส่วนช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อเทียบกับการผลิตด้วยกระบวนการเตาถลุงและเตาออกซิเจนพื้นฐาน หรือ BF-BOF

ในกรณีของเหล็กเส้นอีเอฟ มีข้อมูลว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตบางรูปแบบ และการใช้เหล็กเส้นที่ผลิตด้วยเตาอีเอเอฟจำนวน 1 ตัน อาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในระดับที่เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 180 ต้น ตัวเลขดังกล่าวทำให้ผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านสามารถมองเห็นผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเลือกวัสดุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาวัสดุก่อสร้างควรดูข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสินค้า ความแข็งแรง ความสม่ำเสมอ ความเหมาะสมกับลักษณะโครงสร้าง รวมถึงข้อมูลผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต การลดคาร์บอนจึงควรเดินควบคู่ไปกับความปลอดภัยและคุณภาพของงาน

ข้อมูลสิ่งแวดล้อมช่วยให้เลือกวัสดุได้มั่นใจขึ้น

ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควรมีข้อมูลประกอบที่ตรวจสอบได้ ตัวอย่างเช่น EPD หรือ Environmental Product Declaration ซึ่งแสดงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการเมื่อหมดอายุการใช้งาน

นอกจากนี้ยังมี CFP หรือ Carbon Footprint of Product ซึ่งระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ รวมถึงฉลากเขียวที่สะท้อนคุณสมบัติด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างเปรียบเทียบวัสดุได้บนพื้นฐานที่ชัดเจนมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนโครงการอาคารสีเขียวหรือโครงการที่มีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

สำหรับโรงงานผู้ผลิต การรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยโรงงานของทาทา สตีล (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 หรือ Green Industry Level 4: Green Culture จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนการนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้และการสร้างวัฒนธรรมด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร

ควบคุมคุณภาพให้เหล็กรีไซเคิลใช้งานได้อย่างปลอดภัย

แม้จะผลิตจากเศษเหล็กรีไซเคิล 100% แต่กระบวนการผลิตยังต้องควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด เศษเหล็กต้องผ่านการคัดแยกและกำจัดสิ่งเจือปนที่อาจส่งผลต่อคุณสมบัติของวัสดุ จากนั้นจึงควบคุมส่วนประกอบทางเคมี อุณหภูมิ และขั้นตอนการหลอมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

การควบคุมดังกล่าวช่วยให้ได้เนื้อเหล็กที่มีความสะอาด มีฟองอากาศและรูพรุนต่ำ มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และมีคุณภาพสม่ำเสมอ เหล็กเส้นจึงยังสามารถนำไปใช้ในงานโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ใช้งานควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สอดคล้องกับแบบโครงสร้างและข้อกำหนดของโครงการ

ลดปริมาณเหล็กและเศษวัสดุที่หน้างาน

การลดผลกระทบจากการก่อสร้างไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกเหล็กที่มีคาร์บอนต่ำ แต่ยังรวมถึงการใช้วัสดุให้เหมาะสมและลดเศษเหลือจากหน้างานด้วย เหล็กเส้นกำลังสูงชั้นคุณภาพ SD50 สามารถช่วยลดปริมาณเหล็กเสริมได้สูงสุดประมาณ 20% เมื่อออกแบบและใช้งานอย่างเหมาะสม การใช้เหล็กน้อยลงหมายถึงการลดวัตถุดิบ การขนส่ง และพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน เหล็กตัดและดัดสำเร็จรูป หรือ CUT & BEND ช่วยลดเศษเหล็กจากการตัดหน้างานได้ประมาณ 10-15% พร้อมลดเวลาและแรงงานในการเตรียมเหล็ก ผู้รับเหมาสามารถวางแผนขนาดและจำนวนเหล็กได้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้ง และช่วยให้การทำงานในพื้นที่ก่อสร้างเป็นระเบียบมากขึ้น

  • เลือกเหล็กที่มีข้อมูลแหล่งที่มาและมาตรฐานชัดเจน
  • พิจารณา EPD และ CFP เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • ใช้เหล็กกำลังสูงตามการออกแบบของวิศวกร
  • เลือกบริการตัดและดัดเหล็กเพื่อลดเศษวัสดุหน้างาน
  • แยกและส่งต่อเศษเหล็กเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

ความร่วมมือระหว่างโฮมโปรและทาทา สตีล ในการนำเหล็กเส้นอีเอฟมาจำหน่ายที่เมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิด HomePro Circular Economy Ecosystem มาประยุกต์ใช้จริง เศษเหล็กจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หมดอายุถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นวัตถุดิบ ก่อนกลายเป็นเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างอีกครั้ง

ในมุมมองของผู้บริโภค การเลือกใช้ เหล็กคาร์บอนต่ำ เป็นมากกว่าการเลือกวัสดุชนิดหนึ่ง เพราะเป็นการสนับสนุนระบบผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดของเสียในระยะยาว หากทุกฝ่ายตั้งแต่เจ้าของโครงการ นักออกแบบ ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้ใช้งานร่วมกันเลือกวัสดุอย่างมีข้อมูล งานก่อสร้างในอนาคตก็จะเดินหน้าได้ทั้งด้านความแข็งแรง ประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบต่อโลก

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ควรสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน และข้อมูลสิ่งแวดล้อมจากผู้จำหน่ายก่อนตัดสินใจ เพราะการเลือกวัสดุที่เหมาะสมตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดต้นทุนทรัพยากรและสร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ที่มา – ‘เหล็กคาร์บอนต่ำ’ รุกงานก่อสร้าง ใช้เศษเหล็กรีไซเคิล 100%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *